วันเสาร์ที่ 1 มกราคม 2543
- "การเลือกใช้ผนังยิบซั่มให้มีความแข็งแรงทนทานเหมาะสมกับการใช้งาน"
การเลือกใช้ผนังยิบซั่มให้ถูกต้อง มีความแข็งแรงทนทานเหมาะสมกับ
การใช้งาน เราต้องทราบมาตรฐานของยิบซั่มก่อน ดังนี้
1. ควรใช้โครงเคร่าเหล็กชุบสังกะสี ที่มีความหนาอย่างน้อย 0.55 ซม.
และมีขนาดหน้าตัดอย่างน้อย 76 x 32 มม. ทั้งโครงเคร่าตัวตั้งและตัวนอน
ความหนาของแผ่นยิบซั่มอย่างน้อย 12 มม. ระยะห่างโครงเคร่าไม่ควรเกิน 60 ซม.
2. โครงเคร่าเหล็กชุบสังกะสี ต้องได้มาตรฐานอุตสาหกรรม โดยตรวจสอบ
กับบริษัทผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ สำหรับพุกที่ใช้ยึดกับโครงสร้างอาคารหรือพื้นควรเป็นพุก
เหล็ก EXPANSION BOLT
3. หากต้องการความแข็งแรงมากขึ้น ก็สามารถเลือกใช้โครงเคร่าเหล็กที่มี
ขนาดหน้าตัดที่ใหญ่ขึ้น หรืออาจเพิ่มความหนาของแผ่นยิบซั่มเป็น 15 มม. หรือใช้
แผ่นซ้อน 2 ชั้นก็ได้ นอกจากนี้ยังสามารถร่นระยะห่างโครงเคร่าจาก 60 เป็น 40
ซม. ก็เป็นการเพิ่มความแข็งแรงได้มากยิ่งขึ้น
วันเสาร์ที่ 8 มกราคม 2543
- "ติดตั้งประตูอย่าลืมปุ่มกันกระแทก"
เมื่อมีการติดตั้งวงกบและบานประตูบานเปิด โดยทั่วไปจะออกแบบให้ใช้
เปิดพิงฝาผนัง เพื่อไม่ให้กีดขวางพื้นที่ใช้สอย ดังนั้นการเปิด-ปิดประตูควรจะมีการ
ป้องกันไม่ให้กระแทกกับผนังโดยตรง ซึ่งจะทำให้ลูกบิดมือจับ และผนังด้านข้างถูก
กระทบกระแทก เกิดการชำรุดเสียหายได้ โดยเฉพาะถ้าผนังดังกล่าวเป็นผนังเบา
เช่น ผนังไม้อัด หรือแผ่นยิบซั่มบอร์ด ก็อาจถูกกระแทกเป็นรอยลึก ทำให้เกิดความ
ไม่สวยงามให้กับห้องได้ ทางแก้ก็คือ เมื่อมีการติดตั้งครั้งใดให้ติดตั้งอุปกรณ์กัน
กระแทกทุกครั้ง ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวมีหลายชนิดด้วยกัน มีทั้งชนิดปุ่มยางติดกับพื้น
หรือชนิดก้ามปูติดกับผนังปูน หรือถ้ามีงบประมาณมากหน่อยก็อาจจะใช้ชนิดแบบ
ตั้งค้ำประตูที่เรียกว่า DOOR CLOSER อุปกณ์ชนิดหลังนี้ยังสามารถช่วยบังคับ
การเปิด-ปิดได้เอง เพิ่มความสะดวกมากขึ้น
วันเสาร์ที่ 15 มกราคม 2543
- "ประโยชน์ของฝ้าเพดาน"
ฝ้าเพดานคือ แผ่นวัสดุที่ปิดใต้หลังคาหรือพื้นที่อีกชั้นหนึ่ง มีประโยชน์คือ
1. ช่วยปิดส่วนต่างๆ ที่ไม่เรียบร้อย เช่น ท่อต่างๆ ของห้องน้ำ รวมถึง
โครงสร้างต่างๆ ที่ไม่เรียบร้อยและไม่น่าดู
2. ช่วยป้องกันความร้อนใต้หลังคา
3. ช่วยซ่อนอุปกณ์ไฟฟ้าต่างๆ เช่น กล่องไฟ และดวงโคม
4. ช่วยป้องกันเสียงจากห้องบนชั้นถัดไป
5. ช่วยตกแต่งเพิ่มบรรยากาศต่างๆ ภายในห้อง รวมถึงการเล่นระดับ
ความสูงต่ำต่างๆ ของฝ้าเพดานด้วย
วันเสาร์ที่ 22 มกราคม 2543
- "ชนิดของฝ้าเดาน"
วัสดุที่ใช้ทำฝ้าเพดานสำหรับบ้านโดยทั่วไป แบ่งออกเป็น 4 ชนิด
1. ไม้ เป็นฝ้าซึ่งมีราคาค่อนข้างแพง ติดไฟง่าย มีปัญหาเรื่องปลวก ถ้า
คุณภาพไม่ดีอาจบิดงอได้ ใช้ได้ทั้งภายนอกและภายใน ทำให้บรรยากาศที่อบอุ่น
2. กระเบื้องแผ่นเรียบ เป็นวัสดุที่ทนต่อนน้ำและความชื่น ราคาค่อนข้างถูก
แต่ถ้าเกิดการบิดงอจะแตกง่าย เมื่อมาตีชนกัน จะมีร่องซึ่งดูไม่ค่อยสวยงาม
3. แผ่นยิปซั่ม น้ำหนัเเบา ทนไฟ สามารถติดตั้งได้เรียบร้อยไม่มีรอยต่อ
หรือจะวางบนฝ้าแขวนแบบที-บาร์ก็ได้ ไม่สามารถทนน้ำได้ ควรใช้ในส่วนที่ไม่โดนน้ำ
4. อลูมิเนียม น้ำหนักเบา ดูเรียบร้อย สีสันสวยงาม ทนน้ำและความชื้น
ได้ สามารถติดตั้งได้ง่าย แต่ราคาค่อนข้างแพง ไม่สามารถกันความร้อนได้
วันเสาร์ที่ 29 มกราคม 2543
- "ข้อดี-ข้อเสียของพื้นปาร์เก้กับพื้นกระเบื้องเคลือบ"
พื้นปาร์เก้
ข้อดี คือ ให้ความสวยงาม อบอุ่น ดูเป็นธรรมชาติ ราคาไม่แพงมาก ขึ้นอยู่
กับชนิดของไม้ที่ใช้ มีอายุการใช้งานได้นาน
ข้อเสีย คือ เกิดรอยขีดข่วนได้ง่าย ติดไฟ ไม่สามารถทนความชื้นได้นาน มี
ปัญหาเรื่องปลวก
พื้นกระเบื้องเคลือบ
ข้อดี คือ มีความแข็งแกร่ง มีแบและสีสันให้เลือกมากมาย ราคาไม่แพง ดุแล
รักษาง่าย
ข้อเสีย คือ มีรอยต่อของแผ่นมาก ดูแข็งกระด้างไม่นิ่มนวล จะลื่นเมื่อโดนน้ำ
และถ้าโดนของแข็งหล่นทับอาจแตกร้าวได้
วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2543
- "ข้อดี-ข้อเสียของโถส้วมนั่งยองกับโถส้วมนั่งราบ"
โถส้วมนั่งยอง
ข้อดี คือ ราคาถูก ประหยัดน้ำ ดูแลรักษาง่าย ไม่มีอุปกรณ์ซับซ้อน
ข้อเสีย คือ การใช้งานไม่สะดวก ไม่เหมาะกับผู้สูงอายุ ดูไม่ภูมิฐาน มีแบบ
ให้เลือกจำกัด
โถส้วมนั่งราบ
ข้อดี คือ ดูหรูหราน่าภูมิฐาน ใช้งานได้สะดวกสบาย มีสีสันและแบบให้เลือก
มากมาย
ข้อเสีย คือ ไม่ค่อยประหยัดน้ำ มีราคาแพงกว่า อุปกรณ์ซับซ้อน จะมีปัญหา
ในการซ่อมแซม และดูแลรักษา
วันเสาร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2543
- งดออกอากาศ
วันเสาร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2543
- งดออกอากาศ
วันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2543
- "ข้อดี-ข้อเสีย ของเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูป
กับเฟอร์นิเจอร์แบบบิลด์อิน (BUILT-IN)"
เฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูป
ข้อดี คือ มีราคาถูกกว่า คุณภาพรายละเอียดต่างๆ และความเรียบร้อยจะมี
มากกว่า การซ่อมแซมก็สามารถทำได้สะดวกกว่า
ข้อเสีย คือ ใช้เนื้อที่ไม่ได้ทั้งหมด มีรูปแบบจำกัด อาจมีปัญหาเรื่องความ
เข้ากันของสีสันและความกลมกลืนกับบรรยากาศโดยรวมของห้อง
การทำความสะอาดยุ่งยากกว่าเฟอร์นิเจอร์แบบบิลด์อิน
เฟอร์นิเจอร์แบบบิลด์อิน
ข้อดี คือ สามารถใช้งานได้ทุกซอกทุกมุม สามารถเข้าได้กับบรรยากาศ
ของห้องดูสวยงามและลงตัว ทำความสะอาดง่าย เพราะมีพื้นที่ให้เห็นน้อย
ข้อเสีย คือ ราคาค่อนข้างแพง รายละเอียดและคุณภาพจะด้อยกว่า เพราะ
ต้องทำตามพื้นที่จริงซึ่งอาจมีอุปสรรคได้ การทำงานค่อนข้างยุ่งยาก ต้องคอยประสาน
กับช่างผู้ก่อสร้างบ้านด้วย การซ่อมแซมยาก ต้องรื้อออกมาหมด
วันเสาร์ที่ 4 มีนาคม 2543
- งดออกอากาศ
วันเสาร์ที่ 11 มีนาคม 2543
- "ข้อดี-ข้อเสีย ของพื้นไม้กับพื้นคอนกรีต"
พื้นไม้
ข้อดี คือ น้ำหนักเบา ติดตั้งได้สะดวก รวดเร็ว เป็นงานแห้งไม่เลอะเทอะ
ข้อเสีย คือ รับน้ำหนักไม่ได้มาก มีเสียงดัง กันน้ำไม่ได้ และในปัจจุบัน
ไม้ที่ดีหายาก และราคาค่อนข้างแพง
พื้นคอนกรึต
ข้อดี คือ มีความแข็งแรง สามารถรับน้ำหนักได้ดี กันน้ำได้ เหมาะสำหรับ
ทำห้องน้ำ หรือชั้นดาดฟ้า วัสดุที่ใช้ปูผิวมีให้เลือกมาก เช่น
ปาร์เก้ กระเบื้องเคลือบ หินอ่อน แกรนิต
ข้อเสีย คือ เป็นงานเปียก เลอะเทอะง่าย ค่อนข้างยุ่งยากในการก่อสร้าง
ต้องใช้ช่างที่มีประสบการณ์ ใช้เวลานานจึงจะใช้งานได้
ต้องมีระยะเวลาบ่มคอนกรีต
น้ำหนักมาก
วันเสาร์ที่ 18 มีนาคม 2543
- "ข้อดี-ข้อเสีย ของพื้นหินขัดกับพื้นกระเบื้องยาง"
พื้นหินขัด
ข้อดี คือ ดูแลรักษาง่าย ราคาไม่แพง มีลูกเล่น สามารถออกแบบให้มี
ลวดลาย และสีสันได้มาก ไม่มีรอยต่อ
ข้อเสีย คือ ดูแข็งกระด้าง จะลื่นเมื่อเวลาโดนน้ำ การทำค่อนข้างยุ่งยาก
เป็นงานเปียก ทำให้เลอะเทอะ เวลาแตกร้าวซ่อมแซมยาก
พื้นกระเบื้องยาง
ข้อดี คือ ราคาถูก ติดตั้งง่าย มีสีสันและขนาดให้เลือกมาก ผิวดูนุ่มนวล
ไม่แข็งกระด้าง ซ่อมแซมง่าย
ข้อเสีย คือ มีรอยต่อมาก อายุการใช้งานไม่นาน ดูไม่ภูมิฐาน ผิวอ่อนจะมี
รอยขูดขีดได้ง่าย ถ้าพื้นคอนกรีตไม่เรียบ เวลาปูเสร็จแล้วจะดูเป็นคลื่นไม่สวยงาม
วันเสาร์ที่ 25 มีนาคม 2543
- "การติดตั้งเครื่องปรับอากาศแบบสปริทไทพ์
(SPILT TYPE)"
แบ่งออกเป็น 3 แบบ คือ
1. แบบตั้งพื้น คือ ติดตั้งส่วนที่เป่าลมเย็นไว้กับพื้น วิธีนี้จะสะดวกในการ
ติดตั้ง สามารถซ่อนท่อน้ำทิ้งได้สะดวก ดูแลรักษาง่าย แต่จะเสียพื้นที่ในการติดตั้ง
ไม่เหมาะสำหรับห้องเล็ก
2. แบบติดผนัง คือ ติดตั้งส่วนที่เป่าลมเย็นไว้กับผนัง การติดตั้งค่อนข้าง
ลำบาก เสียพื้นที่การใช้งานในส่วนผนัง แต่ไม่เสียพื้นที่การใช้งานของห้อง ถ้าเกิด
การรั่วซึม จะทำให้ห้องเลอะเทอะบริเวณผนัง
3. แบบแขวนเพดาน คือ ติดตั้งส่วนที่เป่าลมเย็นไว้บนเพดาน ข้อดีคือ ใช้
พื้นที่ห้องได้เต็มที่มากกว่า 2 แบบแรก การติดตั้งลำบากมาก เพราะต้องแขวนกับฝ้า
เพดาน ต้องเตรียมวางแผนล่วงหน้า การดูแลรักษายาก ยิ่งเกิดการรั่วซึม จะทำให้
พื้นที่ใช้งานใต้เครื่องเปียกได้
วันเสาร์ที่ 1 เมษายน 2543
- "ความแตกต่างของเครื่องทำน้ำอุ่นกับน้ำร้อน"
เครื่องทำน้ำอุ่น เครื่องชนิดนี้จะทำแค่ให้น้ำอุ่นเท่านั้น จะมีจุดจ่ายน้ำเพียงจุดเดียว
เช่นฝักบัวอาบน้ำ ไม่มีการแยกก็อกน้ำร้อนและน้ำเย็น ราคาจะถูกกว่า
เครื่องทำน้ำร้อน จะทำให้น้ำร้อนได้เร็วและเป็นจำนวนมาก จะใช้กับอ่างอาบน้ำ และ
อ่างล้างมือหลายจุดก็ได้ การจ่ายน้ำจะแยกออกเป็นก็อกน้ำร้อนและน้ำเย็น เวลาใช้ต้องเปิดทั้ง
2 ก็อก เพื่อให้น้ำผสมกัน ท่อสำหรับน้ำร้อนต้องเป็นท่อโลหะ เพราะมีความร้อนมาก
ราคา
ค่อนข้างแพง
วันเสาร์ที่ 8 เมษายน 2543
- "ข้อดี-ข้อเสีย ของพื้นคอนกรีตกับพื้นอิฐบล็อค"
พื้นคอนกรีต
ข้อดี มีความแข็งแรง ทนทาน รับน้ำหนักได้มาก ดูแลรักษาง่าย ไม่ค่อยแตกร้าว
ข้อเสีย ดูแข็งกระด้าง สีไม่สวยงาม การก่อสร้างค่อนข้างยุ่งยาก เป็นงานเปียก
ถ้าแตก
ร้าวซ่อมซมได้ยาก
พื้นอิฐบล็อค
ข้อดี มีสีสันลวดลายให้เลือกมากมาย การติดตั้งง่ายและสะดวก ถ้าเกิดการแตกหัก
หรือ
การทรุดตัว สามารถแก้ไขได้ง่าย
ข้อเสีย เกิดการทรุดตัวได้ง่าย รับน้ำหนักได้น้อยกว่า อาจเกิดการแตกหักได้ง่าย
การดูแล
รักษายากกว่า เพราะมีร่องและรอยต่อมาก
วันเสาร์ที่ 15 เมษายน 2543
- "ข้อดี-ข้อเสียของโครงหลังคาไม้กับโครงหลังคาเหล็ก"
โครงหลังคาไม้
ข้อดี สามารถติดตั้งได้สะดวก ช่างธรรมดาสามารถติดตั้งได้ เหมาะสำหรับบ้านไม้
เพราะ
การยึดติดกับเสาและคาน สามารถทำได้สะดวก
ข้อเสีย มีราคาค่อนข้างแพง และหาไม้ที่มีคุณภาพดีได้ยาก มีการบิดงอง่าย ไม่เที่ยงตรง
และมีปัญหาเกี่ยวกับปลวก
โครงหลังคาเหล็ก
ข้อดี มีความเที่ยงตรงในการทำงาน เหมาะสำหรับบ้านที่ก่อสร้างด้วยปูน มีราคาถูกกว่า
ไม้ ทั้งยังมีรูปแบบให้เลือกมากมาย
ข้อเสีย ช่างต้องมีประสบการณ์ในการเชื่อมต่อโครงหลังคาเหล็ก และถ้ามีการป้องกันผิว
ไม่ดี เวลาเกิดการรั่วซึมของหลังคา จะมีปัญหาเรื่องการเกิดสนิมได้
วันเสาร์ที่ 22 เมษายน 2543
- "ข้อดี-ข้อเสียของประตูไม้อัดกับประตูไม้จริง"
ประตูไม้อัด
ข้อดี ราคาถูก น้ำหนักเบา มีขนาดมาตรฐานมากมาย ควรใช้เฉพาะภายในบ้านเท่านั้น
ข้อเสีย ไม่ค่อยแข็งแรง ไม่สามารถใช้ในส่วนที่โดนน้ำได้ โดยเฉพาะในห้องน้ำ หรือส่วน
เปิดออกไปภายนอก ซึ่งจะโดนฝนตลอด
ประตูไม้จริง
ข้อดี มีความทนทานแข็งแรง สวยงาม โดยเฉพาะไม้สักและไม้มะค่า สามารถใช้กับประตู
ที่เปิดออกสู่ภายนอกซึ่งโดนฝนได้
ข้อเสีย คือ ราคาค่อนข้างแพง มีน้ำหนักมากกว่า มีขนาดให้เลือกไม่มากนัก ถ้าต้องการ
แบบเฉพาะอาจต้องสั่งทำ
วันเสาร์ที่ 29 เมษายน 2543
- "ฝ้าใต้หลังคา"
โดยทั่วไปจะมีอยู่ 2 ชนิด
ชนิดที่ 1 จะเป็นไม้ขนาด 1/2 x 2 นิ้ว หรือ 1/2 x 3 นิ้ว โดยติดชิดกัน ไม่ต้องเข้าลิ้น
จะทำให้บิดงอได้ เวลาไม้ยืดหดตัว เนื่องจากความร้อนภายนอกบ้าน และควรมีช่องระบายอากาศ
ใต้หลังคา โดยบุมุ้งลวด เพื่อป้องกันนกหรือแมลงเข้าไปทำรัง
ชนิดที่ 2 จะเป็นกระเบื้องกระดาษ โดยตีเว้นร่องบนคร่าวไม้เนื้อแข็งขนาด 1 1/2
x 3 นิ้ว
และควรมีช่องระบายอากาศเช่นเดียวกับฝ้าไม้ด้วย
วันเสาร์ที่ 6 พฤษภาคม 2543
- "ระบบน้ำที่ใช้กับโถส้วม"
วันนี้เราจะมาพูดกันถึงระบบน้ำที่ใช้กับโถส้วมครับซึ่งจะแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ
ระบบใช้ถังพักน้ำ
กับ ระบบฟลัชวาล์ว
- ระบบใช้ถังพักน้ำ ระบบนี้เหมาะสำหรับบ้านซึ่งมีแรงดันน้ำไม่มากพอ จะล้างชำระได้สะอาดกว่า
แต่ต้องรอให้น้ำเต็มถังก่อน ระบบนี้มีราคาค่อนข้างจะแพงเพราะมีระบบซับซ้อน การซ่อมบำรุงก็จะ
ยุ่งยากกว่า มีรูปแบบและสีสันให้เลือกมากกว่า
- ระบบฟลัชวาล์ว (FLUSH VALUE) ระบบนี้จะเหมาะกับบ้านที่มีแรงดันน้ำสูง หรือบางครั้ง
อาจต้องใช้เครื่องปั๊มน้ำช่วยด้วย ระบบนี้จะไม่มีส่วนถังเก็บน้ำ จึงทำให้ระบบไม่ซับซ้อน
การดูแล
รักษาง่าย สามารถใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องรอให้น้ำเต็มถังก่อน จะมีราคาถูกกว่าแบบใช้ถัง
พักน้ำ ระบบฟลัชวาล์วจะมีแบบให้เลือกไม่มากนัก และท่อน้ำต่างๆ ที่ใช้กับระบบนี้ต้องใหญ่กว่า
ระบบใช้ถังพักน้ำ
วันเสาร์ที่ 13 พฤษภาคม 2543
- "ชนิดของโคมไฟที่ใช้กับบ้าน - โคมส่องห้องโดยทั่วไป"
โคมไฟชนิดนี้จะเป็นโคมที่ติดบนฝ้าเพดาน หรือผนังก็ได้ จะให้ความสว่าง
ปานกลาง เพื่อให้เห็นห้องโดยทั่วไปซึ่งความสว่างนี้จะรวมถึงทางเดินและบันไดด้วย
- โคมส่องเฉพาะจุด โคมไฟชนิดนี้จะมีความสว่างมากกว่าแบบโคมส่องห้องโดยทั่วไป
โดยโคมไฟ
ชนิดนี้จะใช้ส่องเฉพาะจุดที่จะเน้นความสำคัญ เช่น รูปภาพ ต้นไม้ หรือจุดที่ต้องทำงานเป็นพิเศษ
เช่น มุมอ่านหนังสือ ส่วนทำงาน หรือส่วนที่สำหรับเตรียมอาหาร
- โคมส่องสำหรับตั้งพื้น เป็นโคมไฟที่มีความสว่างน้อยที่สุด เหมาะกับบริเวณนั่งสำหรับพักผ่อน
ดูทีวี ฟังเพลง หรือในห้องนอน ที่ไม่ต้องการแสงสว่างมารบกวนมากจนเกินไป เพื่อช่วยให้บรรยากาศดีขึ้น
วันเสาร์ที่ 20 พฤษภาคม 2543
- "การออกแบบไฟในห้องน้ำ"
การออกแบบไฟในห้องน้ำที่มีขนาดกลางซึ่งโดยทั่วๆไปจะมีขนาดประมาณ 4 - 6 ตารางเมตร
การ
ออกแบบไฟในห้องน้ำแบบนี้ ควรจะมีไฟส่องสว่างประมาณ 2 จุด โดยจุดแรก คือ ที่หน้ากระจกติดกับ
อ่างล้างหน้า ส่วนจุดที่สอง ควรอยู่กลางห้องบริเวณส่วนที่อาบน้ำ แต่ต้องระวังไม่ให้ต่ำลงมาจนถูก
น้ำกระเด็นโดนได้ ส่วนปลั๊ก ก็ควรอยู่ในระดับที่สูงพอที่จะใช้งานได้สะดวก เช่น
ใช้สำหรับที่เป่าผม
หรือที่โกนหนวด และก็ควรจะใช้ชนิดมีฝาปิด เพื่อไม่ให้โดนน้ำ และที่สำคัญสวิทซ์ปิด
- เปิด ควรอยู่
นอกห้อง และระบบวงจรไฟฟ้าของห้องน้ำควรมีเบรคเกอร์ตัด เมื่อเกิดไฟฟ้าช็อตด้วย
วันเสาร์ที่ 27 พฤษภาคม 2543
- "ชนิดของท่อ พีวีซี ( PVC )"
ท่อพีวีซี (PVC) มีอยู่ด้วยกันหลายแบบน่ะครับ ซึ่งสามารถแบ่งได้ตามชนิดของการใช้งานโดยใช้สีที่ต่างกันครับ
- ท่อสีเหลือง เป็นท่อสำหรับร้อยสายไฟฟ้า และสายโทรศัพท์ เพราะท่อแบบนี้จะสามารถทนต่อ
ความร้อนได้เป็นอย่างดี
- ท่อสีฟ้า เป็นท่อที่ใช้กับระบบน้ำ เช่น น้ำดี น้ำเสีย และการระบายน้ำ ท่อแบบนี้สามารถ
ทนแรงดันน้ำได้มากน้อยตามประเภทการใช้งาน มีให้เลือกซื้อและเลือกใช้หลายเกรด
- ท่อสีเทา เป็นท่อที่ใช้สำหรับการเกษตร หรือน้ำทิ้งก็ได้ ท่อแบบนี้จะมีราคาค่อนข้างสูง
ไม่
ค่อยแข็งแรงมากนัก การเดินท่อควรจะเดินลอย ไม่ควรเดินแบบฝังดิน
วันเสาร์ที่ 3 มิถุนายน 2543
- "การออกแบบไฟในห้องน้ำ
การออกแบบไฟในห้องน้ำทีมีขนาดกลาง ซึ่งโดยทั่วๆ ไปจะมีขนาดประมาณ 4-6 เมตร
การออกแบบไฟในห้องแบบนี้ ควรมีไฟส่องสว่างประมาณ 2 จุด โดยจุดแรก คือ ที่หน้ากระจกติด
กับอ่างล้างหน้า ส่วนจุดที่สองควรอยู่กลางห้องบริเวณส่วนที่อาบน้ำ แต่ต้องระวังไม่ให้ต่ำลงมาจนถูก
น้ำกระเด็นได้ เช่น ใช้สำหรับที่เป่าผม หรือที่โกนหนวด และก็ควรจะใช้ชนิดมีฝาปิด
เพื่อไม่ให้โดน
น้ำ และที่สำคัญสวิทซ์ปิด-เปิดควรอยู่นอกห้อง และระบบวงจรไฟฟ้าของห้องน้ำควรมีเบรคเกอร์ตัด
เมื่อเกิดไฟฟ้าซ็อตด้วย
วันเสาร์ที่ 10 มิถุนายน 2543
- "วิธีการหล่อเสาเอ็นทับหลัง"
เสาเอ็นและทับหลัง คือ คานขนาดเล็กที่ทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ซึ่งเป็นตัวกลางเพื่อให้
วงกบยึดติดกับผนังก่ออิฐ โดยไม่ให้เกิดการแตกร้าว
วิธีการทำ คือ ต้องตั้งวงกบก่อน แล้วจึงก่อกำแพงอิฐเข้ามาหาโดยเว้นช่องให้ได้ขนาดเท่า
กับเสาเอ็น แล้วปิดด้วยไม้แบบ ใส่เหล็กเสริม แล้วจึงเทคอนกรีต วิธีการนี้จะทำให้เสาเอ็นและทับ
หลังยึดติดกับตัวผนังก่ออิฐได้อย่างสนิท ไม่เกิดร่องหรือรอยร้าวซึ่งจะเป็นสาเหตุให้น้ำรั่วซึมได้
วันเสาร์ที่ 17 มิถุนายน 2543
- "ปัญหาเกี่ยวกับงานโครงสร้าง"
ปัญหาเกี่ยวกับงานโครงสร้าง
ปัญหาส่วนนี้สำคัญมาก ส่วนใหญ่เกิดจาก
1. แบบมีรายละเอียดไม่พอ เช่น ขนาดของเสา และคาน จำนวนและขนาดของเหล็กเสริม
ต่างๆ ไม่ชัดเจน จึงทำให้ช่างมีโอกาสทำงานผิดพลาดได้
2. ชนิดของคอนกรีตและส่วนผสมต่างๆ ต้องถูกต้องตามชนิดของงานที่ใช้ จะใช้ชนิดของ
งานฉาบปูนไม่ได้
3. โครงสร้างที่หล่อเสร็จแล้วต้องเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่มีช่องว่างหรือร่องรอยของหินหรือ
เหล็กโผล่ให้เห็น เพราะจะทำให้โครงสร้างรับแรงไม่ได้ดีเท่าที่ควร
4. เมื่อหล่อเสร็จแล้ว อย่าลืมการบ่มคอนกรีต คือ การนำกระสอบที่ชุ่มน้ำมาห่อหุ้มไว้
เพื่อป้องกันการแตกร้าว
วันเสาร์ที่ 24 มิถุนายน 2543
- "วิธีการประหยัดพลังงานในบ้าน"
วิธีการประหยัดพลังงานในบ้าน
วิธีการประหยัดพลังงานในบ้าน มีข้อควรปฏิบัติ ดังนี้
1. ใช้ฉนวนป้องกันความร้อนทั้งบริเวณหลังคา เพดาน ผนังและพื้น มีการติดตั้งอุปกรณ์
บังแสงแดด เพื่อลดความร้อนที่จะผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง
2. ออกแบบและวางตำแหน่งบ้านในทิศทางที่เหมาะสม มีช่องเปิดมากพอที่จะระบายลม
ได้ ห้องเก็บของ หรือห้องน้ำควรออกแบบให้อยู่ทางทิศตะวันออกและตะวันตก เพื่อกันความร้อน
ของแสงแดดที่จะเข้าสู่ตัวบ้าน
3. ใช้แสงธรรมชาติให้มาก เพื่อประหยัดการใช้ไฟฟ้าแสงสว่างภายในบ้าน โดยใช้กระจก
ให้เหมาะสม เพราะกระจกเป็นทางผ่านของความร้อนได้เป็นอย่างดี และควรมีกระจกน้อยที่สุดใน
ด้านตะวันออกและตะวันตก กระจกที่ใช้ควรเป็นกระจกตัดแสง
4. ผนังบ้านควรเป็นสีอ่อน เพื่อช่วยสะท้อนรังสีของดวงอาทิตย์ส่วนบริเวณภายนอกบ้าน
ควรปลูกต้นไม้เพื่อกั้นแสงบางส่วน และเพื่อให้เกิดลมเย็นพัดเข้าสู่ตัวบ้าน
วันเสาร์ที่ 1 กรกฎาคม 2543
- "ประโยชน์ของเหล็กตาข่ายในผนังฉาบปูน"
สำหรับวัสดุที่ต่างชนิดกัน เช่น คอนกรีตเหล็กกับผนังก่ออิฐเมื่อเวลาเราฉาบปูน
วัสดุทั้ง 2 ชนิด
จะมีความแตกต่างในการดูดความชื้นไม่เท่ากัน จะเกิดรอยแตกร้าวในบริเวณนี้ วิธีแก้ไข
คือ
การการฉาบปูนในบริเวณนี้ ควรปูด้วยตะแกรงเหล็กตาข่ายก่อน เพราะเมื่อฉาบปูนแล้ว
จะทำให้เกิดการยึดเกาะดีขึ้น ทำให้ไม่แตกร้าว และวิธีนี้ยังสามารถใช้ได้กับบริเวณ
ที่เดินท่อประเภทต่าง ๆ ได้ด้วย
วันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม 2543
- "ข้อดี - ข้อเสีย ของท่อน้ำเหล็กอาบสังกะสีกับท่อน้ำพีวีซี"
ท่อน้ำเหล็กอาบสังกะสี
ข้อดี มีความแข็งแรงรับน้ำหนักได้ดี ทนทานต่อแรงกระแทกได้ไม่หักงอ ทอต่อความดัน
และอุณหภูมิที่สูงๆ เช่น เครื่องทำความร้อน
ข้อเสีย ราคาค่อนข้างแพง ถ้าใช้ไปนาน ๆ อาจเกิดสนิมได้ โดยเฉพาะที่ฝังอยู่ในดิน
อาจเป็นอันตราย
ถ้าจะนำน้ำในท่อมารับประทาน
ท่อพีวีซี (PVC)
ข้อดี น้ำหนักเบา ราคาถูกกว่า สามารถตัดงอได้ และไม่เกิดสนิม น้ำในท่อจะสะอาดกว่า
ข้อเสีย ไม่สามารถทนต่อแรงกระแทกแรง ๆ ได้ ไม่ทนต่อความดันและอุณหภูมิที่สูง
วันเสาร์ที่ 15 กรกฎาคม 2543
- "ฝ้าใต้หลังคา"
ชนิดที่ 1 จะเป็นไม้ขนาด1/2 x 2 นิ้ว หรือ 1/2 x3 นิ้ว โดยติดชิดกันไม่ต้องเข้าลิ้น
เพราะจะทำให้บิดงอได้
เวลาไม้ยืดหดตัว เนื่องจากความร้อนภายนอกบ้าน และควรมีช่องระบายอากาศใต้หลังคาโดยบุมุ้งลวด
เพื่อป้องกันนกและแมลงเข้าไปทำรัง
ชนิดที่ 2 จะเป็นกระเบื้องกระดาษ โดยตีเว้นร่องบนเคร่าไม้เนื้อแข็งขนาด
11/2 x 3 นิ้ว และควรมีช่องระบายอากาศ
เช่นเดียวกับฝ้าไม้
วันเสาร์ที่ 22 กรกฎาคม 2543
- "การซ่อมแซมประตู หลังน้ำท่วม"
ประตูต่าง ๆ เมื่อถูกน้ำแช่อยู่นาน ๆ ก็จะบวมขึ้น หรือไม่ก็จะเกิดเป็นสนิม มีวิธีแก้ไข
คือ
1. ประตูไม้ เมื่อโดนแช่น้ำก็จะบวมและผุผัง มีวิธีแก้ก็โดยทิ้งไว้ในแห้ง
แล้วซ่อมแซม
ส่วนที่ผุให้เรียบร้อยแล้วจึงทาสีใหม่ แต่ถ้าผุมาก ก็ควรจะเปลี่ยนเลย
2. ประตูเหล็ก ที่ขึ้นสนิมก็ใช้กระดาษทราบขัดสนิมออกให้หมอ เช็ดให้สะอาดแล้วจึงทาสีใหม่
โดยอย่าลืมทาสีกันสนิมก่อน แต่อย่าลืมดูรอยต่อต่าง ๆ โดยเฉพาะที่เป็นท่อโครงเหล็กว่ามีน้ำหลงเหลืออยู่รึเปล่า
ต้องให้แห้งจริง ๆ ก่อนจึงจะทาสีได้
วันเสาร์ที่ 29 กรกฎาคม 2543
- "การซ่อมแซม บานพับ ลูกบิด และรูกุญแจหลังน้ำท่วม"
อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น บานพับ ลูกบิด และ รูกุญแจ ทำด้วยโลหะ เมื่อโดนน้ำท่วมย่อมมีปัญหาตามมา
มีวิธีแก้ไข คือ
- เช็ดให้แห้งสนิท ขัดส่วนที่เป็นสนิมออกให้หมด ใช้พวกน้ำยาหล่อลื่นชโลมตามจุดรอยต่อและรูต่าง
ๆ ให้ทั่ว
- อย่าใช้จาระบี หรือพวกขี้ผึ้งทา เพราะจะทำให้ความชื้นระเหยออกไม่ได้ จะทำให้ฝังอยู่ข้างใน
และจะเป็นปัญหาในภายหลัง
- ถ้ายังใช้การไม่ได้ ก็ลองทำตามวิธีที่ว่านี้หลาย ๆ ครั้ง ถ้ายังมีปัญหา ก็คงจะต้องถอดออก
แล้วซื้อมาเปลี่ยนใหม่
วันเสาร์ที่ 5 สิงหาคม 2543
- "บริเวณรอบบ้านมีน้ำท่วมจะทำอย่างไร"
บริเวณรอบบ้านมีน้ำท่วมจะทำอย่างไร
ในกรณีที่บริเวณรอบบ้านต่ำกว่าถนนสาธารณะ ซึ่งเพิ่มความสูงมาทีหลัง ทำให้บ้านต่ำมาก
มีวิธีแก้ปัญหา ดังนี้
การแก้ปัญหาก็คือ ทางเข้าบ้านทำความลาดเป็นหลังเต่า เพื่อป้องกันน้ำจากถนนไม่ให้เข้า
บริเวณบ้าน และต้องทำขอบคันดินรอบบ้านหรือทำรั้วด้านล่างให้ทึบ เพื่อป้องกันน้ำพร้อมทั้งทำท่อ
ระบายน้ำรอบบ้าน โโยมีบ่อพักรวม เพื่อปั๊มน้ำออกนอกบ้านเมื่อเวลาจำเป็น
อีกวิธีถ้ามีเงินพอ ก็ควรถมที่ให้สูงกว่าระดับถนนสาธาณะเลย ก็จะแก้ปัญหาได้ถาวร
วันเสาร์ที่ 12 สิงหาคม 2543
- "การยกบ้านเพื่อหนีปัญหาน้ำท่วม"
การยกบ้านเพื่อหนีปัญหาน้ำท่วม
ถ้าน้ำท่วมมากๆ จะยกบ้านให้หนีปัญหาน้ำท่วมนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ มีสิ่งต่างๆ
ที่ต้องระวัง
อย่างมาก
ถ้าเป็นบ้านที่โครงสร้างทั้งหมดเป็นไม้ ก็พอที่จะเป็นไปได้ เพราะมีน้ำหนักเบา
แล้วการยึด
ส่วนต่างๆ ก็ยังยืดหยุ่นได้มากกว่า
ถ้าเป็นบ้านที่มีโครงสร้างเป็นปูน ส่วนต่างๆ จะยึดติดกันเป็นเนื้อเดียว ซึ่งเมื่อบิดเพียงเล็ก
น้อย ก็จะเกิดการแตกร้าวได้ ทั้งยังมีน้ำหนักมากด้วย
และบ้านปูนยังมีเสาเข็มที่หล่อติดกับตัวฐานราก จะต้องตัดออกแล้วเสริมฐานรากใหม่
ซึ่ง
ทำได้ยากมาก
นอกจากโครงสร้างแล้ว ยังมีงานระบบต่างๆ ที่ติดกับพื้นดิน เช่น ท่อประปา ท่อไฟฟ้า
ส่วน
ต่างๆ เหล่านี้ต้องตัดออก แล้วเชื่อมใหม่ทั้งสิ้น ค่อนข้างยุ่งยาก
ถ้าผู้รับเหมาไม่มีความชำนาญพอ ก็จะเสี่ยงมาก อาจจะเสียบ้านไปทั้งหลัง ค่าใช้จ่ายเหมือน
สร้างใหม่เลย
วันเสาร์ที่ 19สิงหาคม 2543
- "การตรวจสอบระบไฟฟ้าหลังน้ำท่วม"
การตรวจสอบระบไฟฟ้าหลังน้ำท่วม
ในระหว่างน้ำท่วม เราคงปิดระบบไฟฟ้าทั้งหมด แต่เมื่อน้ำลดแล้ว เราต้องตรวจสอบ
ดังนี้
1. เปิดคัตเอาต์ให้ไฟเข้าระบบ ถ้าส่วนใดยังชื้นอยู่คัตเอาต์จะตัดและฟิวส์จะขาด
ทิ้งไว้
ประมาณ 1 วัน เปลี่ยนฟิวส์ แล้วลองเปิดใหม่ ถ้ายังตัดอีก คงต้องตามช่างไฟฟ้ามาตรวจดู
2. เมื่อไฟไม่ตัดแล้วลองเปิดไฟดูทุกดวง แล้วใช้ไขควงชนิดตรวจกระแสไฟโดยเฉพาะตรวจ
ดูปลั๊กทุกจุดว่ามีไฟหรือไม่
3. ดับไฟทุกจุดและถอดเครื่องใช้ไฟฟ้าตามปลั๊กออกทั้งหมด แล้วตรวจดูที่มิเตอร์ไฟฟ้าว่า
ตัวเลขยังเดินอยู่หรือเปล่า ถ้าเดินแสดงว่าระบไฟฟ้าในบ้านรั่ว ควรตามช่างไฟฟ้ามาเช็คดู
วันเสาร์ที่ 26 สิงหาคม 2543
- "ข้อควรปฏิบัติ เมื่อจะใช้เครื่องไฟฟ้าหลังโดนน้ำท่วม"
ข้อควรปฏิบัติ เมื่อจะใช้เครื่องไฟฟ้าหลังโดนน้ำท่วม
เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ จะมีมอเตอร์และเครื่องจักรกลต่างๆ เมื่อโดนน้ำเข้าไปแล้วจะมีความชื้น
อยู่ ซึ่งเป็นอันตรายมาก มีข้อควรปฏิบัติ ดังนี้
- ก่อนอื่นต้องทิ้งเอาไว้ให้แห้งสนิทจริงๆ บางส่วนถึงถอดออกได้ ก็ควรเปิดออกมาตากลม
ให้แห้งก่อน
- เมื่อแน่ใจว่าแห้งแล้ว ก็ลองเปิดเครื่องดู ถ้ามีความผิดปกติก็ควรดับเครื่องทันที
- และสำหรับที่คัตเอาต์ไฟฟ้า ควรมีฟิวส์ไว้เมื่อเกิดการลัดวงจร ไฟฟ้าจะถูกตัดออก
- ถ้ามีปัญหาจริงๆ ก็ควรนำไปให้ช่างแก้ไขดีกว่าจะทำเอง
วันเสาร์ที่ 2 กันยายน 2543
- "การซ่อมแซมรั้วบ้านหลังน้ำท่วม"
เมื่อน้ำท่วมอยู่นานๆ รั้วบ้านก็จะมีปัญหาเช่นกัน มีวิธีซ่อม คือ
- ลองเล็งด้วยสายตา ถ้าเอียงเล็กน้อยก็นำไม้มาค้ำยันไว้ก่อน ถ้าเอียงมากก็ควร
ตามช่างมาซ่อม
- ส่วนใหญ่ข้างล่างของรั้วจะมีคานคอดินอยู่ บางครั้งน้ำจะพัดเอาดินใต้คานนี้หาย
ไปเป็นโพรง ต้องรีบนำดินมาถมให้แข็งแรง มิฉะนั้นดินในบ้านจะไหลออกไปข้างนอกหมด
ถ้าไหลออกไปมากๆ อาจทำให้บ้านเอียงได้
- ควรตรวจประตูรั้วด้วย สำหรับที่เป็นเหล็กก็ขูดสนิมออกให้หมด แล้วทาสีใหม่
ส่วนบานพับก็หาน้ำมันหล่อลื่นมาหยอดเพื่อที่จะได้เปิด-ปิดได้สะดวก ถ้าเสียหายมากก็เรียก
ช่างมาเปลี่ยนใหม่
วันเสาร์ที่ 9 กันยายน 2543
- "การซ่อมแซมผนังฉาบปูนที่แตกร้าว"
สาเหตุที่ผนังฉาบปูนแตกร้าว และวิธีการซ่อมแซมได้ด้วยตนเอง ดังนี้
- เกิดจากคานที่หล่อเสร็จแล้วไม่สามารถรับน้ำหนักผนังก่ออิฐได้ จะกดจนผนังแตกร้าว
- เกิดจากส่วนผสมของปูนฉาบไม่ถูกต้อง ความหนาของปูนฉาบไม่สม่ำเสมอหรือ
หนาจนเกินไป ทำให้ปูนต้องเสียน้ำหลังจากการฉาบ จึงทำให้แตกร้าว มีวิธีแก้ไขโดย
- สกัดผิวที่ร้าวออกกว้างอย่างน้อย 1/2 นิ้ว โดยให้สึกถึงผิวอิฐ แล้วทำความ
สะอาดให้ดี ราดน้ำให้ชุ่ม
- แล้วฉาบปูนทราย โดยผสมกาวสำหรับฉาบรอยร้าว แต่งผิวให้เรียบทิ้งไว้ให้
แห้ง แล้วจึงทาสีทับไปอีกครั้งหนึ่ง
วันเสาร์ที่ 16 กันยายน 2543
- "การทาสีบ้านหลังน้ำท่วม"
การทาสีบ้านหลังน้ำท่วม ควรจะทำเป็นสิ่งสุดท้าย ควรที่จะซ่อมแซมส่วนอื่นๆ เสีย
ก่อน ปล่อยให้แห้งสนิทก่อน แล้วจึงทำการแก้ไข เพราะสีทุกชนิดที่ใช้ทาบ้าน เมื่อโดนน้ำท่วม
นานๆ ก็จะเกิดการลอกและล่อนออกมาได้ เนื่องจากความชื้นของน้ำ
วิธีแก้ไขคือ ต้องขูดสีเดิมที่ลอกและล่อนออก ทำความสะอาดผนังให้เรียบร้อย ทิ้งไว้
ให้แห้งสนิท ถ้าทำได้ควรจะเป็น 3-6 เดือนเลยยิ่งดี เมื่อแห้งแล้วจึงทาสีรองพื้นชนิดกันเชื้อรา
แล้วจึงทาทับด้วยสีจริงอีกอย่างน้อย 2 ครั้ง
วันเสาร์ที่ 23 กันยายน 2543
- "การซ่อมแซมฝ้าเพดานบ้านหลังน้ำท่วม"
การซ่อมแซมฝ้าเพดาน จะมีลักษณะคล้ายๆ การซ่อมผนังและพื้นปนกัน มีวิธีการแก้ไขคือ
- ถ้าเป็นฝ้าเพดานยิปซั่มบอร์ด หรือกระดาษอัด ถ้าเปื่อยยุ่ยมากเพราะอมน้ำ ก็ควรเลาะ
ออกแล้วจึงเปลี่ยนแผ่นใหม่เลย ทิ้งไว้ให้ทั้งหมดแห้งสนิทจริงๆ แล้วจึงทาสีทับ
- ถ้าเป็นฝ้าโลหะ ให้เช็ดทำความสะอาดให้แห้ง ถ้าเป็นสนิม ก็ใช้กระดาษทรายขัดออก
ให้เรียบร้อย แล้วจึงทาสีทับเข้าไปใหม่
- ระบบสายไฟส่วนใหญ่ จะเดินในฝ้าเวลาเปิดฝ้าเข้าไปต้องตรวจดูว่าความเรียบร้อยว่า
มีส่วนใดชำรุดหรือเปล่าด้วย
- ถ้าโครงฝ้าเพดานที่เป็นไม้ เกิดการแอ่นหรือทรุดตัว ต้องแก้ไขให้ได้ระดับก่อนการติด
ตั้งแผ่นฝ้าใหม่
วันเสาร์ที่ 30 กันยายน 2543
- "การซ่อมแซมพื้นบ้านหลังน้ำท่วม"
หลังน้ำท่วมถ้าพื้นไม่เสียหาย ก็ทำความสะอาดให้เรียบร้อย ก็สามารถใช้ได้ แต่ถ้าเสีย
หาย มีวิธีแก้ไข คือ
- พื้นไม้ปาร์เก้ จะหลุดล่อนง่ายเมื่อโดนน้ำท่วม เพราะติดกับพื้นคอนกรีตด้วยกาว
วิธี
แก้ก็คือ ถ้าแผ่นปาร์เก้ไม่เสียหายมากก็ผึ่งลมให้แห้งก่อน รวมถึงพื้นคอนกรีตด้วย
แล้วจึงทาด้วย
กาวลาเท็กซ์ หนา 1-2 มิลลิเมตร ค่อยๆ กดลงไปที่เดืมให้แน่น ทิ้งไว้อย่างน้อย
15 วันจึงใช้
งานได้ ถ้าเสียหายมากจะเปลี่ยนใหม่ต้องใช้ไม้ชนิดเดียวกับของเดิม
- พื้นพรมต้องลอกออกแล้วนำไปซักและตากแดดให้แห้งสนิท แล้วจึงนำกลับมาปูใหม่
โดยพื้นคอนกรีตต้องแห้งก่อนเช่นเดียวกัน
วันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม 2543
- "การซ่อมแซมผนังบ้านหลังน้ำท่วม"
วัสดุต่างๆ ที่ใช้ทำผนังบ้าน เมื่อเวลาถูกน้ำท่วมนานๆ ก็จะเกิดความเสียหายแน่นอน
มี
วิธีแก้ไข คือ
1. ถ้าเป็นผนังไม้ เช็ดทำความสะอาด เพื่อให้ผิวสามารถระเหยความชื้นได้ง่าย เมื่อแห้ง
ดีแล้วใช้น้ำยารักษาเนื้อไม้ชะโลมที่ผิว หรือทาสีต่อไป วิธีที่ดีควรทาสีด้านในบ้านก่อน
ทิ้งไว้ 5-6
เดือน จึงทาสีด้านนอก
2. ถ้าเป็นผนังก่ออิฐฉาบปูน ก็ใช้วิธีเดียวกับผนังไม้ แต่ต้องทิ้งให้ระเหยความชื้นนานกว่า
ผนังไม้ เพราะมีความหนามากกว่า
3. ถ้าเป็นผนังยิบซั่มบอร์ด ก็เลาะเอาแผ่นที่เสียออก ถ้าโครงเคร่าเป็นโลหะก็สามารถติด
แผ่นใหม่ได้เลย แต่ถ้าโครงเคร่าเป็นไม้ ต้องทิ้งไว้ให้ความชื้นในไม้ระเหยหมดก่อน
จึงจะติดแผ่น
ใหม่ได้
วันเสาร์ที่ 14 ตุลาคม 2543
- "ปัญหาต่างๆ ของส้วมหลังน้ำท่วม"
ปัญหาต่างๆ ของบ้านหลังน้ำท่วมจะมีอยู่มากมาย โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับส้วม มี
สาเหตุต่างๆ ดังนี้
1. หากส้วมเป็นระบบบ่อซึม เมื่อบริเวณรอบๆ มีปริมาณน้ำมาก ส้วมก็จะราดไม่ลง
หรือจะเต็มบ่อยๆ ต้องรอให้บริเวณรอบๆ แห้งสนิทก่อน หรืออาจจะต้องรอให้เปลี่ยนเป็นส้วม
สำเร็จเลยก็ได้
2. ถ้าโถส้วมอยู่ต่ำกว่าระดับบ่อเกรอะหรือถังส้วมสำเร็จ เมื่อมีน้ำท่วมน้ำก็จะไหล
ย้อนขึ้นมาทำให้มีแรงดันสูง เวลาราดน้ำหรือกดน้ำ ทำให้ราดไม่ลง
3. ถ้าเป็นส้วมสำเร็จรูป เมื่อบำบัดแล้วน้ำจะต้องไหลสู่ท่อสาธารณะ ต้องเช็คดูว่า
ระดับท่อสูงกว่าน้ำภายนอก มิฉะนั้นน้ำจะไหลย้อนกลับมา
4. ส้วมสำเร็จบางรุ่นต้องใช้ไฟปั่นอากาศเข้าไป เมื่อน้ำท่วมต้องเอาปลั๊กออก เวลา
น้ำลดก็อย่าลืมเสียบปลั๊กกลับเข้าไปด้วย มิฉะนั้นเครื่องจะไม่ทำงาน
วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม 2543
- "การซ่อมแซมเฟอร์นิเจอร์หลังน้ำท่วม"
การซ่อมแซมเฟอร์นิเจอร์ก็คล้ายๆ กับการซ่อมแซมพวกประตู หน้าต่าง พื้น หรือฝ้า
เพดาน มีวิธีดังนี้
- พยายามเอาความชื้นออกจากเฟอร์นิเจอร์ให้มากที่สุด
- พวกประเภทที่บุด้วยนุ่นหรือฟองน้ำ ถ้าเป็นไปได้ควรเปลี่ยนเลย เพราะน้ำจะพา
เอาเชื้อโรคมาติดอยู่ ถึงจะตากแดดให้แห้ง เชื้อโรคก็ยังมีอยู่
- เฟอร์นิเจอร์ที่ติดกับที่ที่เรียกว่า Built in ต้องตรวจสอบความแข็งแรงของโครง
สร้าง และสายไฟที่ฝังอยู่ในตู้ รวมถึงทำความสะอาดรูกุญแจและลูกบิด
- ส่วนเฟอร์นิเจอร์ไม้ ไม่ควรนำไปตากแดด เพราะจะทำให้บิดงอได้ และถ้าจะทาสี
ใหม่ ควรรอให้แห้งสนิทก่อน มิฉะนั้นจะลอกได้
วันเสาร์ที่ 28 ตุลาคม 2543
- "วิธีเตรียมระบบไฟฟ้าสำหรับบ้านที่น้ำท่วม"
ระบบไฟฟ้าเป็นสิ่งที่มีอันตรายมาก สำหรับบ้านที่น้ำท่วมเป็นประจำ ควรเตรียมระบบ
ไฟฟ้าใหม่ ดังนี้
- ตัดระบบไฟฟ้าของปลั๊กเดิมทิ้ง ย้ายให้สูงขึ้นมาจากระดับพื้นประมาณ 1 เมตร เพื่อ
ให้พ้นระดับน้ำ ส่วนชั้นบนของบ้านสองชั้นไม่จำเป็นต้องย้าย เพราะระดับน้ำท่วมไม่ถึง
- แยกระบบไฟฟ้าในส่วนที่น้ำท่วมบ่อยๆ ออกเป็นอีกวงจรหนึ่ง เพื่อสะดวกในการปิด-
เปิดโดยเฉพาะ ส่วนปลั๊กที่อยู่ชั้นล่าง
ถ้าท่านรู้ตัวว่าบ้านของท่านอยู่ในบริเวณที่น้ำท่วมบ่อย เวลาออกแบบ้านก็ควรให้วิศวกร
แยกระบบไฟฟ้าตั้งแต่แรก ก็จะประหยัดงบประมาณได้มาก และจะสวยงามกว่าที่จะมารื้อและแก้
ไขในภายหลัง
วันเสาร์ที่ 4 พฤศจิกายน 2543
- "สาเหตุที่น้ำซึมขึ้นมาบนพื้นเวลาน้ำท่วม"
ถ้าเวลาน้ำท่วมบ้าน เกิดน้ำซึมขึ้นมาบนพื้นห้อง อาจจะเกิดจากสาเหตุต่างๆ ดังนี้
1. โครงสร้างพื้นแตกร้าวอยู่เดิมแล้ว หรืออาจจะเกิดจากแรงดันน้ำก็ได้ แก้ไขโดยสกัด
ออกให้ร่อง แล้วใช้กาวคอนกรีตอุดให้เรียบร้อย แล้วจึงปิดด้วยวัสดุปูพื้นให้เหมือนเดิม
2. เนื่องจากพื้นเป็นพื้นสำเร็จรูป หรือระบบพื้นที่วางอยู่บนดิน ไม่ได้ต่อยึดกับคาน
ถ้ามี
รอยซึมสามารถใช้ซิลิโคนอุดรอยรั่วได้เลย
3. เกิดจากรูที่บริษัทกำจัดปลวกเจาะทิ้งไว้ วิธีแก้ไข เมื่อเจอรูแล้วก็อุดเสียให้เรียบร้อยด้วย
ไม้ และอุดทับด้วยซิลิโคน
วันเสาร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2543
- "การซ่อมวอลล์เปเปอร์หลังน้ำท่วม"
เมื่อน้ำท่วมบ้านที่มีผนังบุด้วยวอลล์เปเปอร์ มีวิธีแก้ไขและซ่อมแซม ดังนี้
วอลล์เปเปอร์จะมีลักษณะคล้ายสี ถ้าโดนความชื้นมากๆ จะลอกหรือล่อน การแก้ไขก็
โดยการลอกออกให้หมด เพื่อให้ผนังที่ชื้นสามารถระเหยออกมาได้ โดยรอให้ผนังแห้งจริงๆ
ทิ้ง
ไว้ประมาณ 1 อาทิตย์ แล้วจึงปิดวอลล์เปเปอร์ทับลงไป อาจจะปิดเองถ้าทำได้ หรือตามช่างมา
ก็ได้ ถ้าส่วนไหนขึ้นราหรือเป็นคราบเช็ดไม่ออก ก็สามารถเปลี่ยนแผ่นใหม่ โดยเลือกให้มีลวด
ลายเหมือนเดิม ก็จะได้ผนังสวยงามเหมือนก่อนน้ำท่วม
วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2543
- "วิธีช่วยต้นไม้ที่โดนน้ำท่วม"
ถ้าบ้านของท่านโโนน้ำท่วมนนานๆ ต้นไม้กำลังจะตาย มีวิธีช่วยให้อยู่รอดได้ ดังนี้
1. อย่าให้ปุ๋ย เพราะน้ำท่วมทำให้รากอ่อนแอ ต้องการเวลาพักฟื้น
2. ขุดหลุมกว้างประมาณ 50 ซม.-1 เมตรไว้ข้างๆ ต้นไม้ เพื่อให้น้ำที่ขังอยู่บริเวณราก
ไหลมารวมกัน แล้วเอาเครื่องดูดน้ำออกไป หรือจะใช้วิธีตักออกก็ได้
3. ถ้ารากต้นไม้ไม่แข็งแรง อย่าอัดดินลงไป จะทำให้ต้นไม้ตาย ควรใช้ไม้ค้ำยันลำต้นไว้
เมื่อรากแข็งแรงแล้ว จึงเอาไม้ค้ำออก
วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2543
- "การซ่อมแซมกระเบื้องห้องน้ำ"
เมื่อกระเบื้องห้องน้ำเกิดการหลุดร่อนประมาณ 1 แผ่นถึง 2 แผ่น มีวิธีการซ่อมแซม
ได้ด้วยตนเอง ดังนี้ คือ
- เตรียมผิวที่แตกโดยการสกัดปูนเก่าออกให้หมด แต่ต้องระวังไม่ให้กระเบื้องแผ่น
อื่นหลุดออกมาด้วย
- จากนั้นทำความสะอาดผิวให้เรียบร้อย แล้วพรมน้ำให้ชุ่มทิ้งไว้หมาดๆ นำปูนกับ
ทรายผสมกัน อัตราส่วน 1 ต่อ 1 ปาดใส่เข้าไปในส่วนที่สกัดออก
- นำกระเบื้องที่มีสีสันและลวดลายเหมือนเดิม แช่น้ำทิ้งไว้เสมอกับแผ่นข้างๆ ของ
เดิม ทิ้งไว้ประมาณ 1-2 วัน จึงจะใช้งานได้
วันเสาร์ที่ 2 ธันวาคม 2543
- งดออกอากาศ
วันเสาร์ที่ 9 ธันวาคม 2543
- "วิธีการจัดสวนให้ประหยัดพลังงาน"
การจัดสวนและปรับปรุงสภาวะแวดล้อมภายนอกตัวบ้านให้ดี สามารถลดการใช้พัดลมหรือ
เครื่องปรับอากาศให้น้อยลง และเป็นหนทางที่ช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าอีกด้วย มีวิธีดังนี้
1. ปลูกต้นไม้ทรงสูงเพื่อบังแสงอาทิตย์ทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก เพื่อป้องกันลม
ร้อนพัดผ่านเข้าตัวบ้าน
2. เลือกต้นไม้ที่เหมาะสมที่มีอยู่ตามท้องถิ่น เช่น ต้นปีบ ต้นอินทนิล ต้นสัตบัน
ต้นสุพรรณ
นิกา เพื่อลดการใช้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง เพื่อการดูแลรักษา
3. ออกแบบภูมิสถาปัตย์ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมให้เย็นสบายโดยปลูกพืชคลุมดิน ปลูก
หญ้า จัดแต่งสวน น้ำตกจำลอง
4. ถมดินหรือปลูกไม้พุ่มบริเวณริมผนังบ้านให้สูง เพื่อให้เกิดความเย็นรอบๆ บ้านจากดิน
เพราะพื้นและผนังบางส่วนต่ำกว่าดิน
5. ในกรณีที่มีพื้นที่จำกัด ควรปลูกต้นไม้ดัดหรือไม้เลื้อยตามระเบียงหรือรั้ว
เพื่อลดลมร้อน
พัดผ่านเข้าตัวบ้าน และลดความแรงของแสงแดดที่ส่องผิวบ้าน
วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม 2543
- "วิธีออกแบบบ้านให้ประหยัดพลังงาน"
นอกจากสภาพแวดล้อมภายนอกแล้ว การออกแบบตัวบ้านที่ดีก็สามารถประหยัดพลังงาน
ไฟฟ้าของระบบปรับอากาศและระบบแสงสว่างของตัวบ้านได้เป็นอย่างดีอีกด้วย มีวิธีการ
ดังนี้
1. หันทิศทางบ้านให้เหมาะสม ควรมีช่องเปิดประตูหน้าต่างทางทิศเหนือ-ใต้ ควรหลีกเลี่ยง
ไม่ให้แสงอาทิตย์เข้าสู่บ้านทางทิศตะวันออก-ตะวันตก ถ้าจำเป็นควรมีอุปกรณ์บังแดด
2. ทำกันสาดให้กับหน้าต่างกระจก โดยเป็นกันสาดแนวราบทางด้านทิศเหนือ-ใต้ และเป็น
กันสาดแนวดิ่งทางทิศตะวันออก-ตะวันตก
3. จัดห้องที่ใช้สอยตอนเช้าให้อยู่ทิศตะวันตกและห้องที่ใช้สอยตอนเย็นให้อยู่ในทิศตะวัน
ออก ส่วนห้องที่ใช้สอยตลอดวันให้อยู่ทิศเหนือ
4. ถ้ามีที่จอดรถควรอยู่ด้านทิศตะวันออกหรือทิศตะวันตก เพื่อเป็นการช่วยลดความร้อนผ่าน
เข้ามาในตัวบ้านโดยตรง
5. บุฉนวนกันความร้อนที่หลังคาและผนัง โดยทั่วไปจะหนาประมาณ 2-3 นิ้ว (ชนิดใยแก้ว,
เยื่อกระดาษ)
6. ทาสีผนังด้านนอกของบ้านเป็นสีอ่อน ใช้วัสดุที่มีผิวมันและกันความชื้น
7. ใช้กระเบื้องหลังคาสีอ่อน เพื่อสะท้อนความร้อนได้ดี
วันเสาร์ที่ 23 ธันวาคม 2543
- "การใช้แสงสว่างให้ประหยัดพลังงาน"
แสงสว่างเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบ้านพักอาศัย มีวิธีการใช้เพื่อให้ประหยัดพลังงาน
ด้วยวิธี
ดังต่อไปนี้
- ปิดไฟ เมื่อไม่ใช้งาน
- หมั่นทำความสะอาดหลอดแสงสว่างและโคมไฟ
- ใช้แสงสว่างเท่าที่จำเป็น ในส่วนที่ต้องเปิดตลอดคืน ให้เปลี่ยนจากหลอดไส้เป็นหลอด
คอมแพคฟลูออเรสเซนต์
- ใช้หลอดประหยัดพลังงาน เช่น หลอดผอมแบบฟลูออเรสเซนต์ ซึ่งประหยัดพลังงานมาก
กว่าหลอดไส้ 4-5 เท่า และมีอายุการใช้งานนานกว่าหลอดไส้ 8 เท่า
- ใช้แสงธรรมชาติแทนการเปิดหลอดไฟ เช่น ห้องครัว ห้องน้ำ ทางเดิน
- ควรทาสีผนังห้อง หรือเลือกวัสดุปูพื้นห้องที่เป็นสีอ่อนๆ เพื่อช่วยสะท้อนแสงสว่างภายในห้อง
วันเสาร์ที่ 30 ธันวาคม 2543
- "การออกแบบระบบแสงสว่างให้ประหยัดพลังงาน"
การออกแบบอาคารให้ใช้แสงสว่างที่เหมาะสม สามารถช่วยให้ประหยัดพลังงานการใช้ไฟฟ้าได้
มาก มีวิธีการ ดังนี้
- ควรออกแบบให้ความสว่างเหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป และคำนึงถึงคุณภาพของแสง
ให้เหมาะกับประเภทการใช้งาน เช่น แสงสีขาวเหมาะกับการเขียนหนังสือ แสงสีส้มเหมาะกับห้อง
รับประทานอาหาร
- ควรออกแบบให้กำลังไฟฟ้า ไม่เกินมาตรฐานในพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์
พลังงาน พ.ศ. 2535 เช่น บ้าน สำนักงาน 16 วัตต์/ตารางเมตร ร้านขายของศูนย์การค้า
23 วัตต์/
ตารางเมตร
- ควรใช้แสงธรรมชาติเข้าช่วยโดยเฉพาะจากหลังคาซึ่งจะช่วยประหยัดค่าไฟและค่าบำรุงรักษา
ของหลอดแสงสว่างได้มาก แต่กระจกที่ใช้ควรเป็น 2 ชั้น หรือติดฟิล์มเพื่อลดความร้อนจากแสงอาทิตย์
- ใช้แสงธรรมชาติร่วมกับหลอดแสงสว่างบริเวณริมหน้าต่าง โดยใช้โฟโต้เซลล์เป็นตัวตรวจ
สอบระดับแสง ถ้าแสงธรรมชาติมากหลอดหลอดไฟก็จะถูกหรี่แสงลง เพื่อให้ได้แสงสว่างรวมเท่าเดิม
าณความร้อนที่ถ่ายเทเข้า
สู่ห้องอีกด้วย
- ถ้าไม่สามารถปลูกต้นไม้ได้ ควรติดตั้งกันสาดด้านนอกอาคารและติดตั้งผ้าม่านหรือมู่ลี่ภายใน
- ถ้าเป็นบ้านชั้นเดียว เหนือฝ้าเพดานควรปูแผ่นใยแก้วหนา 1 นิ้ว ชนิดมีแผ่นอลูมินั่มฟอยล์
เพื่อลดการส่งผ่านรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์
- การติดพัดลมดูดอากาศไม่ควรเกิน 6 นิ้ว และควรเปิดเมื่อต้องการระบายกลิ่นหรือควัน
เท่านั้น เพราะถ้าใหญ่ไปจะทำให้ห้องไม่เย็น
- ควรอุดรูรั่วรอบห้องให้สนิท เพื่อป้องกันอากาศร้อนรั่วซึมเข้าห้อง และถ้าเป็นหน้าต่าง
บานเกล็ด ควรเปลี่ยนเป็นหน้าต่างธรรมดา เพราะมีช่องว่างระหว่างเกล็ดมาก
- ควรทาสีผนังภายนอกห้องด้วยสีอ่อน เพื่อลดการนำความร้อน
สคริปต์รายการสนทนาสถาปัตย์ ปี 2544
วันอาทิตย์ที่ 7 มกราคม 2544
- "วิธีการเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศ"
การเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสมกับห้องเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะจะช่วยให้สามารถ
อนุรักษ์พลังงานไฟฟ้าที่ใช้กับเครื่องปรับอากาศได้โดยตรง มีวิธีดังนี้
- ควรเลือกซื้อเครื่องที่มีเครื่องหมายการค้าที่เป็นที่รู้จักทั่วไปเพราะจะเป็นเครื่องหมายที่มี
คุณภาพ สามารถเชื่อถือปริมาณความเย็นได้ และพิจารณาการสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าจากแคตตาล็อค
ของผู้ผลิตได้
- เลือกขนาดที่เหมาะสมกับห้อง เช่น ห้องขนาด 13-15 ตารางเมตร ควรใช้ขนาด 7,000-
9,000 บีทียู ถ้าห้องขนาด 16-17 ตารางเมตร ควรใช้ขนาด 9,000-11,000 บีทียู
- ซื้อเครื่องที่มีค่า EER สูงคือ เครื่องที่ให้ความเย็นมากแต่เสียค่าใช้จ่ายไฟฟ้าน้อยกว่าเครื่อง
ที่มีค่า EER ต่ำ (EER คือ อัตราส่วนระหว่างความสามารถให้ความเย็นต่อกำลังไฟฟ้า)
- เลือกใช้เครื่องปรับอากาศที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5
วันอาทิตย์ 14 มกราคม 2544
- "การติดตั้งเครื่องปรับอากาศให้ประหยัดพลังงาน"
การติดตั้งเครื่องปรับอากาศผิดวิธี โดยเฉพาะแบบแยกส่วน นอกจากจะทำให้ความเย็นน้อยลง
แล้ว ยังเปลืองพลังงานไฟฟ้ามากขึ้นอีกด้วย มีวิธีดังนี้ คือ
- ควรติดตั้งแฟนคอยล์ยูนิต และคอนเดนซิ่งให้ใกล้กันมากที่สุด เพื่อให้สูญเสียความเย็นที่ไหล
ไปตามท่อให้น้อยที่สุด
- หุ้มท่อสารทำความเย็นจากคอนเดนเซอร์ไปยังแผงทำความเย็น ด้วยฉนวนที่มีความหนา
ประมาณ 0.5 นิ้ว
- ตำแหน่งติดตั้งคอนเดนซิ่งควรอยู่ในที่ร่ม อากาศถ่ายเทได้สะดวก ระยะห่างต่างๆ
โดยรอบ
ตามคำแนะนำของผู้ผลิต
- ในตำแหน่งที่มีลมแรงไม่ควรให้ความร้อนที่ระบายออกจากคอนเดนซิ่งปะทะกับลมโดยตรง
- ตำแหน่งแฟนคอยล์ยูนิต ต้องติดตั้งในตำแหน่งที่สามารถกระจายลมเย็น ออกไปทั่วห้องได้
สะดวก โดยทั่วไปควรติดตั้งตามความยาวของห้อง
วันอาทิตย์ 21 มกราคม 2544
- "การใช้ "โทรทัศน์" ให้ประหยัดพลังงาน"
"โทรทัศน์" เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ผู้ใช้ควรมีความรู้และทราบถึงวิธีใช้อย่างมีประสิทธิ
ภาพ และลดปัญหาในเรื่องการใช้พลังงานอย่างผิดวิธีด้วย มีวิธีดังนี้
- โทรทัศน์ขาว-ดำ จะใช้กำลังไฟมากกว่าโทรทัศน์สีที่มีขนาดเท่ากัน
- โทรทัศน์สีที่มีขนาดใหญ่ จะมีราคาแพงกว่า และใช้ไฟมากกว่าโทรทัศน์สีขนาดเล็ก
- โทรทัศน์สีที่มีระบบรีโมคอนโทรล จะใช้ไฟฟ้ามากกว่าโทรทัศน์สีระบบทั่วไป
- ปิดเมื่อไม่มีคนดู และอย่าเสียบปลั๊กทิ้งไว้ เพราะจะมีไฟฟ้าหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา
- ควรวางโทรทัศน์ไว้ที่มีการถ่ายเทอากาศได้ดี และตั้งห่างจากผนังประมาณ 10 ซม.
- ใช้ผ้านุ่มเช็ดตัวตู้โทรทัศน์ ส่วนจอภาพควรใช้ผงซักฟอกอย่างอ่อนทาบางๆ แล้วเช็ดให้แห้ง
แต่
อย่าลืมถอดปลั๊ก ก่อนทำความสะอาด
วันอาทิตย์ที่ 28 มกราคม 2544
- "การใช้ "ตู้เย็น" ให้ประหยัดพลังงาน"
"ตู้เย็น" เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดหนึ่งซึ่งกินพลังงานไฟฟ้าในการใช้งานมาก ถ้ารู้จักการใช้ให้ถูก
วิธี จะสามารถประหยัดพลังงานได้มาก มีวิธีดังนี้
- เลือกใช้ตู้เย็นที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5
- เลือกใช้แบบที่มีฉนวนกันความร้อนชนิดโฟมฉีด
- ตู้เย็นแบบประตูเดียว จะใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าแบบ 2 ประตู
- ใช้ขนาดให้เหมาะสมกับครอบครัว เช่น ถ้ามี 3-4 คน ควรใช้ขนาด 4.5-6 คิว
- ควรตั้งห่างจากผนังไม่น้อยกว่า 15 ซม.
- ตั้งสวิตซ์ควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสม เพราะถ้ายิ่งเย็นก็ยิ่งสิ้นเปลืองไฟฟ้ามาก
- อย่านำของที่ร้อนอยู่ ไปแช่หรือเปิดตู้เย็นบ่อยๆ
- หมั่นละลายน้ำแข็ง และทำความสะอาดแผงร้อนที่อยู่ด้านหลังตู้เย็น
วันอาทิตย์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2544
- "การติดตั้งเครื่องปรับอากาศให้ประหยัดพลังงาน
การติดตั้งเครื่องปรับอากาศผิดวิธี โดยเฉพาะแบบแยกส่วน นอกจากจะทำให้ความเย็นน้อยลง
แล้ว ยังเปลืองพลังงานไฟฟ้ามากขึ้นอีกด้วย มีวิธีดังนี้ คือ
- ควรติดตั้งแฟนคอยล์ยูนิต และคอนเดนซิ่งให้ใกล้กันมากที่สุด เพื่อให้สูญเสียความเย็นที่ไหล
ไปตามท่อให้น้อยที่สุด
- หุ้มท่อสารทำความเย็นจากคอนเดนเซอร์ไปยังแผงทำความเย็น ด้วยฉนวนที่มีความหนา
ประมาณ 0.5 นิ้ว
- ตำแหน่งติดตั้งคอนเดนซิ่งควรอยู่ในที่ร่ม อากาศถ่ายเทได้สะดวก ระยะห่างต่างๆ
โดยรอบ
ตามคำแนะนำของผู้ผลิต
- ในตำแหน่งที่มีลมแรงไม่ควรให้ความร้อนที่ระบายออกจากคอนเดนซิ่งปะทะกับลมโดยตรง
- ตำแหน่งแฟนคอยล์ยูนิต ต้องติดตั้งในตำแหน่งที่สามารถกระจายลมเย็น ออกไปทั่วห้องได้
สะดวก โดยทั่วไปควรติดตั้งตามความยาวของห้อง
วันอาทิตย์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2544
- "การใช้งานและการบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศ
การใช้งานและการบำรุงรักษา เครื่องปรับอากาศอย่างถูกวิธี จะช่วยให้เครื่องทำงานอย่างมี
ประสิทธิภาพ และประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ มีวิธีดังนี้
- ปรับตั้งอุณหภูมิของห้องให้เหมาะสมกับการใช้งาน โดยทั่วไปประมาณ 25-28 ํ C
- ปิดเครื่องปรับอากาศทุกครั้งที่เลิกใช้งาน
- อย่านำสิ่งของไปวางกีดขวางทางลมเข้าออกของแฟนคอยล์ และคอนเดนซิ่งยูนิต
- หลีกเลี่ยงการนำภาชนะที่ร้อน เช่น เตาไฟ กะทะร้อน หม้อต้มน้ำ เข้าไปในห้องที่มีการ
ปรับอากาศ
- ไม่ควรปลูกต้นไม้หรือตากผ้าในห้อง เพราะความชื้นจะทำให้เครื่องทำงานหนักขึ้น
- หมั่นทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศทุกๆ 2 สัปดาห์
- ตรวจฉนวนหุ้มท่อสารทำความเย็น อย่าให้เกิดฉีกขาด
- ถ้าเครื่องไม่เย็น เพราะสารทำความเย็นรั่วต้องเรียกช่างมาแก้ไขโดยเร็ว มิฉะนั้นเครื่องจะใช้
พลังงานไฟฟ้าโดยไม่เกิดความเย็นเลย
วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2544
- "การใช้ ตู้เย็น ให้ประหยัดพลังงาน
ตู้เย็น เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดหนึ่งซึ่งกินพลังงานไฟฟ้าในการใช้งานมาก ถ้ารู้จักการใช้ให้ถูก
วิธี จะสามารถประหยัดพลังงานได้มาก มีวิธีดังนี้
- เลือกใช้ตู้เย็นที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5
- เลือกใช้แบบที่มีฉนวนกันความร้อนชนิดโฟมฉีด
- ตู้เย็นแบบประตูเดียว จะใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าแบบ 2 ประตู
- ใช้ขนาดให้เหมาะสมกับครอบครัว เช่น ถ้ามี 3-4 คน ควรใช้ขนาด 4.5-6 คิว
- ควรตั้งห่างจากผนังไม่น้อยกว่า 15 ซม.
- ตั้งสวิตซ์ควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสม เพราะถ้ายิ่งเย็นก็ยิ่งสิ้นเปลืองไฟฟ้ามาก
- อย่านำของที่ร้อนอยู่ ไปแช่หรือเปิดตู้เย็นบ่อยๆ
- หมั่นละลายน้ำแข็ง และทำความสะอาดแผงร้อนที่อยู่ด้านหลังตู้เย็น
วันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2544
- "การใช้ โทรทัศน์ ให้ประหยัดพลังงาน
โทรทัศน์ เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ผู้ใช้ควรมีความรู้และทราบถึงวิธีใช้อย่างมีประสิทธิ
ภาพ และลดปัญหาในเรื่องการใช้พลังงานอย่างผิดวิธีด้วย มีวิธีดังนี้
- โทรทัศน์ขาว-ดำ จะใช้กำลังไฟมากกว่าโทรทัศน์สีที่มีขนาดเท่ากัน
- โทรทัศน์สีที่มีขนาดใหญ่ จะมีราคาแพงกว่า และใช้ไฟมากกว่าโทรทัศน์สีขนาดเล็ก
- โทรทัศน์สีที่มีระบบรีโมคอนโทรล จะใช้ไฟฟ้ามากกว่าโทรทัศน์สีระบบทั่วไป
- ปิดเมื่อไม่มีคนดู และอย่าเสียบปลั๊กทิ้งไว้ เพราะจะมีไฟฟ้าหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา
- ควรวางโทรทัศน์ไว้ที่มีการถ่ายเทอากาศได้ดี และตั้งห่างจากผนังประมาณ 10 ซม.
- ใช้ผ้านุ่มเช็ดตัวตู้โทรทัศน์ ส่วนจอภาพควรใช้ผงซักฟอกอย่างอ่อนทาบางๆ แล้วเช็ดให้แห้งแต่
อย่าลืมถอดปลั๊ก ก่อนทำความสะอาด
วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม 2544
- "การใช้ พัดลม ให้ประหยัดพลังงาน
พัดลม เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีเกือบทุกบ้าน
ถ้าเลือกใช้ให้ถูกวิธี ก็สามารถช่วยประหยัดพลัง
งานไฟฟ้าได้เป็นอย่างมาก มีวิธีเลือกดังนี้
- พัดลมตั้งโต๊ะจะมีราคาต่ำกว่าพัดลมตั้งพื้นและใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำกว่า ถ้าอยู่เพียง
1-2 คน
ควรใช้แบบตั้งโต๊ะ
- อย่าเสียบปลั๊กทิ้งไว้ โดยเฉพาะแบบที่มีระบบรีโมทคอนโทรล เพราะจะมีไฟฟ้าไหลเข้าตลอด
เวลา
- ควรเลือกความแรงของลมให้เหมาะสมกับการใช้งานเพราะยิ่งแรงมากยิ่งเปลืองไฟมาก
และ
ควรปิดเสมอเมื่อไม่ต้องการใช้
- ควรวางในที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก เพราะหลักการทำงาน ต้องใช้อากาศไหลเวียนรอบๆ
ตัวใบ
พัด และยังทำให้มอเตอร์ระบายความร้อนได้ดี ไม่เสื่อมสภาพเร็วเกินไป
- หมั่นทำความสะอาดตะแกรงครอบ ใบพัด และช่องระบายความร้อนของมอเตอร์ เพื่อให้มี
ประสิทธิภาพดีขึ้น เพื่อลดการสิ้นเปลืองของพลังงานไฟฟ้า
วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม 2544
- "การใช้ เครื่องทำน้ำอุ่น ให้ประหยัดพลังงาน
เครื่องทำน้ำอุ่น เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานมาก ถ้าใช้อย่างถูกวิธีจะทำให้สามารถประหยัด
ค่าไฟฟ้าในบ้านได้อย่างมาก มีวิธีดังนี้
- เลือกเครื่องทำน้ำอุ่นให้เหมาะกับการใช้งงาน เช่น ต้องการน้ำอุ่นเพื่ออาบน้ำอย่างเดียว
ก็ควร
ใช้แบบจุดเดียว เพื่อประหยัดพลังงาน
- ใช้หัวฝักบัวชนิดประหยัดน้ำ
- ใช้เครื่องทำน้ำอุ่นที่มีถังน้ำภายในตัวเครื่อง และมีฉนวนหุ้ม เพราะสามารถลดการใช้พลังงาน
ได้ 10-20 %
- ปิดวาล์วน้ำและสวิตซ์ทันทีเมื่อเลิกใช้งาน
- ควรตรวจดูระบบท่อน้ำและรอยต่อ อย่าให้มีการรั่วซึม
- ถ้าน้ำไม่อุ่น เนื่องจากไม่มีกระแสไฟฟ้าป้อนเข้าสู่ขดลวด สาเหตุเกิดจากฟิวส์ขาด
- ถ้าไฟสัญญาณติด แต่ขดลวดไม่ร้อน สาเหตุเกิดจากขดลวดขาด
- ถ้าน้ำร้อนหรือเย็นเกินไป สาเหตุเกิดจากอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิทำงานผิดปกติ
วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม 2544
- "การประหยัดพลังงานในที่ทำงาน
ที่ทำงาน มีการใช้พลังงานหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับลักษณะของกิจการ ซึ่งเจ้าของกิจการหรือ
แม้แต่พนักงานทุกระดับ ก็สามารถช่วยประหยัดพลังงานได้ มีวิธีดังนี้
ระบบปรับอากาศ
- ปิดเครื่องทำน้ำเย็น ก่อนเลิกงาน 15-30 นาที
- ปิดเครื่องในเวลาเที่ยง
- ปิดพัดลมระบายอากาศ หลังเลิกงาน
- ตั้งอุณหภูมิให้เหมาะกับการใช้งาน ถ้าเพิ่ม 1ํ C จะสิ้นเปลือง 10 % ของเครื่องปรับอากาศ
ปรับปรุงส่วนของอาคาร
- ผนังภายนอก ควรทาสีอ่อน
- ผนังภายในควรบุฉนวนกันความร้อน
- ผนังกระจก ควรใช้ชนิดสะท้อนรังสีความร้อน
ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง
- ปิดไฟ เมื่อเลิกใช้งาน
- ติดตั้งไฟฟ้า ในส่วนที่จำเป็นเท่านั้น
- ใช้แสงสว่างธรรมชาติช่วย ในบริเวณริมหน้าต่าง
- ใช้หลอดไฟคอมแพคฟลูออเรสเซนต์แทนหลอดไส้
วันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม 2544
- "เซลล์แสงอาทิตย์กับการประหยัดพลังงาน
- ประเทศไทย เป็นประเทศที่อยู่ในแนวศูนย์สูตร จะมีแสงอาทิตย์แรงเกือบตลอดปี ดังนั้นจึง
ควรใช้พลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นประโยชน์ โดยใช้เซลล์แสงอาทิตย์มาช่วยเป็นแหล่งพลังงานทดแทน
เพื่อประหยัดน้ำมัน และช่วยในการอนุรักษ์พลังงาน
- เซลล์แสงอาทิตย์สามารถเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรง
และ
ยังเป็นพลังงานที่สะอาด ไม่สร้างมลภาวะขณะใช้งาน ไม่ทำลายสภาพแวดล้อม
- เซลล์แสงอาทิตย์ที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือ วัสดุสารกึ่งตัวนำ ได้แก่ ซิลิคอน
ซึ่งถลุงได้จากควอต
ไซต์หรือทราย
- สถานที่ติดตั้ง ควรเป็นที่โล่ง ไม่มีเงา ไม่มีฝุ่น ควรวางเซลล์ให้เอียง 10-15
องศา หันหน้าไป
ทางทิศใต้
- อายุการใช้งาน ประมาณ 20 ปี ถ้าพบสิ่งสกปรกก็ใช้น้ำล้างทำความสะอาด ปีละ 1-2
ครั้ง
ก็พอ ซึ่งเป็นการลงทุนเพียงครั้งเดียว ก็จะไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกต่อไป
และถ้าเป็นระบบใหญ่ที่ติดตั้งบน
หลังคาบ้าน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อน
วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน 2544
- การใช้ "กระจก" ให้ประหยัดพลังงาน"
หน้าต่างกระจก เป็นหน้าต่างที่ได้รับความร้อนจากแสงอาทิตย์มากที่สุดทางหนึ่ง
โดยวิธีการนำ
ความร้อนและการแผ่รังสีความร้อน มีวิธีการใช้ชนิดของกระจก ให้ประหยัดพลังงาน
ดังนี้
- กระจกสะท้อนความร้อน มีคุณสมบัติคล้ายกระจกเงา ทำหน้าที่สะท้อนรังสีความร้อนของ
แสงอาทิตย์ได้ประมาณ 60 % เหมาะสำหรับอาคารที่ใช้งานตอนกลางวัน (เพราะดูภายนอกจะไม่เห็น
ภายใน แต่ถ้าเป็นตอนกลางคืน เมื่อเปิดไฟจะทำให้เห็นผู้คนที่อยู่ภายใน)
- กระจก 2 ชั้น มีคุณสมบัติในการแผ่รังสีความร้อนต่ำ กระจกชนิดนี้
ราคาค่อนข้างสูง เหมาะสำหรับอาคารสูง และช่วยป้องกัน
เสียงอีกด้วย
- กระจกใสติดฟิล์มกรองแสง กระจกใสจะให้แสงสว่าง และปริมาณความร้อนเข้ามา
มาก เมื่อติดฟิล์มกรองแสงด้านใน ก็จะสามารถสะท้อน
ความร้อนได้ถึง 72 %
วิธีการดูแลรักษา
- ไม่ควรให้ลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศกระทบกับกระจกโดยตรง เพราะจะทำให้เกิดการแตก
ต่างของอุณหภูมิภายนอกและภายในมาก จะทำให้กระจกแตกร้าวได้
- ไม่ควรทาสี ติดกระดาษหรือวางของบริเวณกระจก จะทำให้เกิดการสะสมความร้อนในเนื้อ
กระจกอาจแตกร้าวได้
- ทำความสะอาดสม่ำเสมอ และตรวจรอยร้าวตามขอบกระจก เพื่อป้องกันความร้อนเข้ามาใน
อาคาร
วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน 2544
- การใช้ "เครื่องทำน้ำอุ่น" ให้ประหยัดพลังงาน"
"เครื่องทำน้ำอุ่น" เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานมาก ถ้าใช้อย่างถูกวิธีจะทำให้สามารถประหยัด
ค่าไฟฟ้าในบ้านได้อย่างมาก มีวิธีดังนี้
- เลือกเครื่องทำน้ำอุ่นให้เหมาะกับการใช้งงาน เช่น ต้องการน้ำอุ่นเพื่ออาบน้ำอย่างเดียว
ก็ควร
ใช้แบบจุดเดียว เพื่อประหยัดพลังงาน
- ใช้หัวฝักบัวชนิดประหยัดน้ำ
- ใช้เครื่องทำน้ำอุ่นที่มีถังน้ำภายในตัวเครื่อง และมีฉนวนหุ้ม เพราะสามารถลดการใช้พลังงาน
ได้ 10-20 %
- ปิดวาล์วน้ำและสวิตซ์ทันทีเมื่อเลิกใช้งาน
- ควรตรวจดูระบบท่อน้ำและรอยต่อ อย่าให้มีการรั่วซึม
- ถ้าน้ำไม่อุ่น เนื่องจากไม่มีกระแสไฟฟ้าป้อนเข้าสู่ขดลวด สาเหตุเกิดจากฟิวส์ขาด
- ถ้าไฟสัญญาณติด แต่ขดลวดไม่ร้อน สาเหตุเกิดจากขดลวดขาด
- ถ้าน้ำร้อนหรือเย็นเกินไป สาเหตุเกิดจากอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิทำงานผิดปกติ
วันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน 2544
- "การใช้งานและการบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศ"
การใช้งานและการบำรุงรักษา เครื่องปรับอากาศอย่างถูกวิธี จะช่วยให้เครื่องทำงานอย่างมี
ประสิทธิภาพ และประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ มีวิธีดังนี้
- ปรับตั้งอุณหภูมิของห้องให้เหมาะสมกับการใช้งาน โดยทั่วไปประมาณ 25-28 C -
ปิดเครื่องปรับอากาศทุกครั้งที่เลิกใช้งาน
- อย่านำสิ่งของไปวางกีดขวางทางลมเข้าออกของแฟนคอยล์ และคอนเดนซิ่งยูนิต
- หลีกเลี่ยงการนำภาชนะที่ร้อน เช่น เตาไฟ กะทะร้อน หม้อต้มน้ำ เข้าไปในห้องที่มีการ
ปรับอากาศ
- ไม่ควรปลูกต้นไม้หรือตากผ้าในห้อง เพราะความชื้นจะทำให้เครื่องทำงานหนักขึ้น
- หมั่นทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศทุกๆ 2 สัปดาห์
- ตรวจฉนวนหุ้มท่อสารทำความเย็น อย่าให้เกิดฉีกขาด
- ถ้าเครื่องไม่เย็น เพราะสารทำความเย็นรั่วต้องเรียกช่างมาแก้ไขโดยเร็ว มิฉะนั้นเครื่องจะใช้
พลังงานไฟฟ้าโดยไม่เกิดความเย็นเลย
วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน 2544
- "เซลล์แสงอาทิตย์กับการประหยัดพลังงาน"
- ประเทศไทย เป็นประเทศที่อยู่ในแนวศูนย์สูตร จะมีแสงอาทิตย์แรงเกือบตลอดปี ดังนั้นจึง
ควรใช้พลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นประโยชน์ โดยใช้เซลล์แสงอาทิตย์มาช่วยเป็นแหล่งพลังงานทดแทน
เพื่อประหยัดน้ำมัน และช่วยในการอนุรักษ์พลังงาน
- เซลล์แสงอาทิตย์สามารถเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรง
และ
ยังเป็นพลังงานที่สะอาด ไม่สร้างมลภาวะขณะใช้งาน ไม่ทำลายสภาพแวดล้อม
- เซลล์แสงอาทิตย์ที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือ วัสดุสารกึ่งตัวนำ ได้แก่ ซิลิคอน
ซึ่งถลุงได้จากควอต
ไซต์หรือทราย
- สถานที่ติดตั้ง ควรเป็นที่โล่ง ไม่มีเงา ไม่มีฝุ่น ควรวางเซลล์ให้เอียง 10-15
องศา หันหน้าไป
ทางทิศใต้
- อายุการใช้งาน ประมาณ 20 ปี ถ้าพบสิ่งสกปรกก็ใช้น้ำล้างทำความสะอาด ปีละ 1-2
ครั้ง
ก็พอ ซึ่งเป็นการลงทุนเพียงครั้งเดียว ก็จะไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกต่อไป
และถ้าเป็นระบบใหญ่ที่ติดตั้งบน
หลังคาบ้าน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อน
วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน 2544
- "ปัญหาในการต่อเติมบ้าน"
การต่อเติมบ้านโดยที่ไม่ได้เตรียมการไว้ก่อน จะสร้างปัญหาอย่างมากมาย ถ้าไม่จำเป็นจริงๆไม่
ควรทำเป็นอันขาด
เพราะเมื่อต่อเติมแล้ว จะทำให้โครงสร้างเดิมของบ้านบางส่วนรับน้ำหนักมากขึ้น
อาการที่เกิดขึ้น
คือ การแตกร้าว ฉีกขาดของโครงสร้าง เสา คาน และกำแพง ตึกทรุด น้ำรั่ว วิธีที่ถูกต้องคือ
สร้างขึ้นมาใหม่
ดีกว่า แต่ปลูกให้ชิดๆ กับหลังเดิม โดยแยกโครงสร้างออกจากกัน ให้ส่วนต่อเติมใหม่ทรุดตัวได้อย่างอิสระ
ไม่ไปดึงโครงสร้างของบ้านหลังเดิม รวมถึงส่วนตกแต่งอื่นๆ ด้วย ก็ไม่ควรไม่เชื่อมติดกันเช่น
ผนังก่ออิฐ
หรือผนังบุกระเบื้อง เพราะหลังที่สร้างขึ้นมาใหม่นี้จะทรุดตัวโดยธรรมชาติมากกว่าบ้านหลังเดิม
ซึ่งทรุดตัว
น้อยกว่าหรือหยุดทรุดตัวแล้ว
วันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม 2544
- "การแก้ปัญหาน้ำรั่วของบ้านในส่วนต่อเติมใหม่"
วิธีการต่อเติมบ้านที่ถูกต้อง ควรสร้างใหม่โดยการแยกโครงสร้างให้อิสระต่อกัน
ห้ามเชื่อมกับ
โครงสร้างของบ้านเดิมเป็นอันขาด
โดยให้ส่วนต่อเติมห่างจากบ้านเดิมประมาณ 1/2-1 เซ็นติเมตร รวมถึงสิ่งตกแต่งต่างๆ
เช่น
กระเบื้องบุผนังหรือ WALLPAPER รวมถึงฝ้าเพดานด้วย แล้วอุดด้วยวัสดุที่มีความสามารถในการยืด
หยุ่น เช่น พวกซิลิโคนหรืออะครีลิคก็ได้ ถึงแม้บ้านเก่าและบ้านใหม่จะทรุดตัวแตกต่างกันก็ไม่เป็นไร
โครงสร้างยังคงแข็งแรงเหมือนเดิม ส่วนวัสดุที่อุดรอยต่อก็สามารถยืดหยุ่นและกันน้ำที่จะรั่วเข้าบ้านได้
เป็นอย่างดี และถ้าเวลาผ่านไปนาน เมื่อส่วนที่ต่อเติมใหม่เริ่มหยุดการทรุดตัวแล้ว
ก็สามารถขูดออก
แล้วอุดเข้าไปใหม่ได้ เพื่อให้มีคุณสมบัติกันน้ำได้อย่างถาวร
วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม 2544
- "ประตูบานเลื่อนอลูมิเนียมไม่ต้องมีวงกบ"
ประตูบานเลื่อนอลูมิเนียม เวลาเปิด-ปิดจะไม่เกิดแรงเหวี่ยงไม่เหมือนกับประตูบานเปิดทั่วๆ
ไป ดังนั้น ตัววงกบอลูมิเนียมจึงไม่ได้ช่วยในการรับแรง เพราะฉะนั้นจึงไม่มีความจำเป็นในส่วนนี้
สิ่งที่จำเป็นคือ มีแถบตัวอลูมิเนียมเล็กๆ รับตัวบาน โดยมีร่องให้บานเข้าที่ก็พอ
และถ้าไม่มี
วงกบจะมีผลดีคือ
- ดูสวยงามไม่เทอะทะ ไม่เหมือนกับแบบที่มีวงกบซึ่งใหญ่ ดูแล้วไม่สวยงาม
- ป้องกันน้ำฝนได้ดีกว่า เนื่องจากมีรอยต่อน้อยมีเพียงจุดเดียว ไม่เหมือนแบบมีวงกบ
เพราะ
จะมีร่องให้น้ำเข้าถึงสองจุด
- จะประหยัดงบประมาณในส่วนที่เป็นวงกบ ซึ่งเป็นส่วนที่ไม่จำเป็น และถ้ารวมกันหลายๆ
บาน ก็จะสามารถประหยัดงบไปได้มาก เอาไปทำส่วนอื่นจะดีกว่า
วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม 2544
- "ข้อเสียของคอนกรีตที่เหลวเกินไป"
คอนกรีตเหลวคือ คอนกรีตที่มีส่วนผสมของน้ำมากเกินไป เมื่อเทียบกับส่วนผสมอย่างอื่น
เช่น
หินและทราย แต่จะสะดวกในการเทมากกว่าคอนกรีตแบบข้น
เพราะสามารถไหลไปได้ทั่วทุกทิศทุกทาง ผู้รับเหมาจึงชอบผสมลักษณะนี้ เพื่อความรวดเร็วใน
การเท
แต่ข้อเสียของคอนกรีตที่เหลวไปคือ คอนกรีตที่มีน้ำมากๆ เวลาจี้หรือสั่นคอนกรีต
เวลาจะเทนั้น
จะทำให้น้ำและปูนลอยขึ้นมาบ้างบน โดยจะแยกตัวน้ำปูนจากหินและทราย ทำให้คอนกรีตไม่ผสมกัน
และ
เมื่อน้ำระเหยไปหมด ก็จะทำให้เกิดโพรง ซึ่งจะไม่สามารถรับแรงได้ ทำให้เป็นอันตรายอย่างมาก
อาจทำให้
บ้านพังได้
เพราะฉะนั้นเวลาผู้รับเหมาจะเทปูน ต้องคอยตรวจดูส่วนผสมของคอนกรีตให้ถูกต้องตามสัดส่วน
ของชนิดงานที่จะเทด้วย ไม่ควรจะเหลวหรือข้นจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดการเสียหายได้
วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม 2544
- "รั้วบ้านพังใครรับผิดชอบ"
การก่อสร้างรั้วบ้านที่ติดกับทางสาธารณะ จะต้องสร้างให้รั้วอยู่ในที่บ้านตัวเอง
ถ้าพังลงไปตาม
กาลเวลา ก็คงจะต้องซ่อมเอง
แต่ถ้าเป็นรั้วที่ติดกับเพื่อนบ้าน จะสร้างให้กึ่งกลางของรั้วเป็นแนวแบ่งเขตที่ดินทั้งสอง
คือ แต่
ละคนต้องรับผิดชอบคนละครึ่งหนึ่งของรั้ว ถ้าพังลงไปตามกาลเวลา ก็คงจะต้องออกค่าใช้จ่ายคนละครึ่ง
ในการซ่อม แต่ถ้าเสียหายเกิดจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เช่น เกิดจากถมดินหรือรากต้นไม้ของบ้านนั้นทะลุ
ทะลวงไปโดน ฝ่ายนั้นก็คงจะต้องเป็นคนซ่อมแซม
แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้ ก็คงไม่มีรั้วระหว่างบ้านทั้งสอง ซึ่งก็คงไม่เป็นการดี เดี๋ยวจะเกิดของหาย
มีเรื่องมีราวไปใหญ่โต ถึงอย่างไรก็เป็นเพื่อนบ้านกัน ค่อยๆ พูดค่อยๆ จา คุยด้วยเหตุผลจะดีกว่า
เสีย
น้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย
วันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน 2544
- "การติดตั้งดวงโคมให้มีประสิทธิภาพ"
แสงสว่างเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกๆ บ้าน ฉะนั้นการติดตั้งดวงโคมที่ฝ้าเพดานให้มีประสิทธิภาพ
และประหยัดพลังงาน จึงเป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึง มีวิธีดังต่อไปนี้
- กระจายจุดดวงโคมให้สม่ำเสมอทั่วๆ ห้อง ไม่ให้มีจุดบอดที่ไม่มีแสงสว่างหรือบางจุดที่แสง
สว่างมากเกินไป
- บริเวณใกล้ๆ หน้าต่างที่มีแสงธรรมชาติส่องเข้ามา ควรแยกวงจร เพื่อที่จะปิดไฟในตอน
กลางวันได้ ซึ่งจะช่วยประหยัดพลังงานในส่วนนี้ได้มาก
- ดวงโคมทุกดวงต้องสามารถเปลี่ยน และทำความสะอาดได้อย่างสะดวก เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิ
ภาพในการให้แสงสว่าง
- เพื่อการประหยัดควรใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์แทนหลอดไส้
- จังหวะของวงจรดวงโคม น่าจะเหมือนกับจังหวะของสวิตซ์ไฟ เช่น ดวงโคมอยู่ทางขวามือของ
เพดาน สวิตซ์ปิดเปิดก็น่าจะอยู่ทางขวามือของแผงสวิตซ์ จะได้ไม่ต้องลองปิดเปิดให้เสียพลังงาน
โดยไม่จำเป็น
วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน 2544
- "สิ่งที่ต้องคำนึงสำหรับ "ห้องพระ"
สำหรับวิถีชีวิตคนไทยนั้น ห้องพระเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบ้านเกือบทุกบ้าน ถ้ามีงบเพียงพอก็ควรมี
ห้องพระแยกต่างหาก การออกแบบห้องพระ จึงต้องคำนึงถึงลักษณะการใช้สอย ความเชื่อ
และ
การป้องกัน อุบัติเหตุต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังต่อไปนี้
- ต้องคำนึงถึงทิศทางที่ตั้งขององค์พระว่าหันหน้าไปทางทิศใด โดยทั่วไปจะหันไปทางทิศเหนือ
หรือทางทิศตะวันออกก็ได้ แล้วแต่ความเชื่อ
- ถ้ามีการจุดธูป ต้องพิจารณาเรื่องการระบายอากาศ และวัสดุปูพื้น ต้องเป็นวัสดุที่ไม่ติดไฟ
- ถ้าเป็นไปได้ควรอยู่จุดที่สูงสุดของบ้าน เช่น ชั้นบนสุด
- ถ้าองค์พระขนาดใหญ่ มีน้ำหนักมาก ต้องเตรียมโครงสร้างให้สามารถรับได้ด้วย
- ถ้ามีทรัพย์สินที่มีค่าอยู่ในห้องหรือพระที่หายาก มีราคาให้เช่าสูงก็ต้องคำนึงถึงระบบรักษา
ความปลอดภัยด้วย
วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน 2544
- "ข้อควรระวังในการใช้ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์"
วัสดุที่ใช้บุเฟอร์นิเจอร์ประเภทเก้าอี้และโซฟา ทุกวันนี้มีหลายประเภท เช่น หนัง
ผ้า ในกรณีที่
ใช้ผ้าในการบุเฟอร์นิเจอร์ จะมีความสวยงาม และสามารถซับเหงื่อต่างๆ ได้ดี แต่ต้องมีสิ่งควร
ระวัง ดังต่อไปนี้
ไม่จำเป็จริงๆ ไม่ควรใช้งานในส่วนที่ต้องโดนสิ่งสกปรกตลอดเวลาเช่น ในส่วนห้องรับประทาน
อาหาร หรือในส่วนห้องรับแขก ก็ต้องศึกษาพฤติกรรมต่างๆ ของผู้ใช้ เช่น ชอบทานอาหารไป
ดูทีวีไป หรือเปล่า หรือมีเด็กเล็กก็ไม่ควรใช้เพราะเมื่อผ้าบุเฟอร์นิเจอร์สกปรกแล้ว
จะทำความ
สะอาดได้ยาก จะถอดออกมาซักล้างก็ไม่ได้ ถ้าจะเปลี่ยนใหม่เลย ก็ต้องเสียเวลา และค่าใช้จ่าย
เป็นอย่างมากในส่วนที่กล่าวมานี้ ควรจะใช้หนังบุจะดีกว่า เพราะดูแลและทำความสะอาดได้ง่ายกว่า
วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน 2544
- "ไม่ควรเปลี่ยนผนัง WALLPAPER มาเป็นผนังทาสี"
ผนังบ้านโดยทั่วไป จะตกแต่งด้วยการทาสีหรือพ่นสีก็ได้ ส่วนสีก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน
แต่ถ้าผนังที่ทาสีอยู่แต่ไม่สวยหรือเก่าลง ก็สามารถบุกระดาษWALLPAPERทับลงไปได้โดยไม่ยาก
เพียงแต่ทาสีขาวทับลงไปก่อน ในกรณีที่มีสีอื่นทาอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้สีเก่าที่อยู่ด้านหลังทำให้
WALLPAPER เปลี่ยนสีไป
แต่ถ้าจะเปลี่ยนผนังที่บุ WALLPAPER ให้เป็นผนังทาสีจะเป็นเรื่องไม่ง่าย เพราะการติด
WALLPAPER จะใช้กาวติด เมื่อลอกออกกาวบางส่วนก็จะติดอยู่ เมื่อทาสีลงไปสีก็จะไม่ติดในส่วนนี้
ทำ
ให้สีติดเป็นจ้ำๆ เมื่อดูแล้วจะยิ่งน่าเกลียดกว่าเดิมเสียอีก
ฉะนั้นถ้าจะติด WALLPAPER จริงๆ ต้องทำใจให้ติดนานๆ เท่าที่จะทำได้ และไม่ควรเปลี่ยน
ไปเป็นผนังที่ทาสีอีก อาจจะเปลี่ยน WALLPAPER เป็นลายใหม่ก็ได้
วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม 2544
- "วิธีติดบัวเชิงผนังกับพื้นพรม"
ถ้าพื้นห้องโดยทั่วๆ ไปที่ปูพรม บัวเชิงผนังส่วนใหญ่จะเป็นไม้, หินอ่อน หรือแกรนิตก็ได้
ปัญหาของบัวเชิงผนังที่ติดตั้งบนพรมคือ ควรจะปูพื้นพรมก่อนหรือติดบัวเชิงผนังก่อน
ธรรมดาเวลาช่างจะปูพรม เขาจะตอกไม้แผ่นเล็กๆ ซึ่งมีหนามหงายขึ้นที่พื้นบริเวณรอบๆ
ห้อง
เพื่อที่จะใช้ในการยึดพรมเวลาปูให้ตึงเท่ากันทั้งหมด และไม่ให้พรมขยับเขยื้อน
เวลาดูดฝุ่น
หรือย้ายเฟอร์นิเจอร์ หนามเล็กๆ นี้ ถ้าอยู่กลางห้อง เวลาเหยียบโดนจะเจ็บมาก
ช่างจึงต้อง
ติดไว้ที่ขอบๆ ของห้อง เมื่อปูเสร็จแล้วจึงใช้บัวเชิงผนังปิดทับพรมในส่วนนี้อีกทีหนึ่ง
เพื่อเวลา
เดินจะไม่โดนหนามในส่วนที่จะใช้ยึดพรมบริเวณนี้
วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม 2544
- "ขนาดความหนาของบัวเชิงผนัง"
บ้านที่มีงบประมาณเพียงพอ สิ่งที่มีความจำเป็นและไม่ควรมองข้ามไปก็คือ บัวเชิงผนัง
บัวเชิงผนังคือ ส่วนที่ช่วยปกปิดรอยต่อระหว่างพื้นและผนังให้ดูเรียบร้อย
ทั้งยังเป็นตัวกันความสกปรกของผนังตอนทำความสะอาดพื้น ดังนั้นบัวเชิงผนังจะมีความหนา
เท่าไหรก็ได้ ถ้าจะให้ดีมีความหนาแค่ปิดความเรียบร้อยของพื้นกับผนังก็พอแล้ว
ไม่จำเป็น
ต้องหนามาก จนเกินไป และถ้าฝังเข้าไปให้เรียบเท่าผนังเลยยิ่งดี เพราะการทำเฟอร์นิเจอร์
หรือการจัดวางเครื่องเรือน ก็จะสะดวกมาก สามารถวางติดผนังได้เลยไม่เกะกะไม่ติดบัวเชิงผนัง
ในส่วนนี้ ซึ่งทำให้ดูเรียบร้อย ยกเว้นในบางกรณีที่ใช้การออกแบบบัวเชิงผนัง ช่วยในการประดับ
ประดาเพื่อให้เกิดความ สวยงาม
วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม 2544
- "พื้นห้องทำงานควรใช้ไม้อะไร"
พื้นไม้โดยทั่วไปจะมีความงดงามและดูอบอุ่น การติดตั้งและบำรุงรักษาก็สะดวกสบาย
ไม่ค่อย
มีปัญหาในระยะยาว ส่วนราคาก็ขึ้นอยู่กับชนิดของไม้ ความแข็งแกร่งของไม้แต่ละชนิดที่จะ
เหมาะสมกับการใช้งานแต่ละประเภท มีดังต่อไปนี้
- ไม้ฉำฉาจะอ่อนที่สุด ไม่เหมาะที่จะทำพื้น
- ไม้สักจะแข็งกว่าไม้ฉำฉา มีลวดลายสวยงามราคาแพง การใช้งานหนักปานกลาง ไม่ควรใส่
รองเท้าในห้อง
- ไม้มะค่าจะแข็งกว่าไม้สัก มีลวดลายมากราคาค่อนข้างแพง การใช้งานหนักปานกลาง
- ไม้แดงจะแข็งกว่าไม้มะค่า มีลายน้อย ทนทานต่อรอยขีดข่วน ราคาปานกลาง สามารถใช้งาน
หนักได้ เช่น สวมรองเท้าเดินก็ได้ในห้องนี้
วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม 2544
- "ไม้ปาร์เก้ต์สำเร็จคืออะไร"
พื้นไม้ที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบัน ซึ่งมีราคาไม่แพงมากคือ ไม้ปาร์เก้ต์
ไม้ปาร์เก้ต์คือ ไม้ชิ้นเล็กๆ ที่เอามาต่อกันด้วยกาวหรือเข้าลิ้น แล้วก็เอามาปูบนพื้นห้องต่างๆ
ในบ้าน ปาร์เก้ต์โมเสกคือ ไม้ชิ้นเล็กๆ ประมาณ 1.5 x 10 ซม. เอามาต่อกันเป็นจตุรัสขนาด
10 x 10
ซม. แล้วไปติดแผ่นกระดาษด้วยกาวขนาด 30 x 30 ซม.
ส่วนปาร์เก้ต์เข้าลิ้นคือ ไม้ขนาดประมาณ 5 x 30 ซม. มาไสเข้าลิ้นด้านข้างแล้วปูลงบนพื้น
จะมี
ราคาแพงกว่าปาร์เก้ต์โมเสก
ส่วนปาร์เก้ต์สำเร็จคือ ชิ้นไม้ที่ติดกันเป็นแผงขัดและเคลือบทับหน้าอย่างเรียบร้อย
เวลาติดตั้งก็
โดยใช้ไม้อัดหรือแผ่นยางปูบนพื้นคอนกรีตก่อน แล้วก็เอาแผ่นปาร์เก้ต์สำเร็จปูทับลงไปเหมือนกับการปู
พรมแผ่นได้เลย แต่จะแพงกว่าปาร์เก้ต์แบบอื่น มีความคงทนน้อยกว่า และถ้าปูไม่เป็นอาจจะกระเดิดได้
ต้องอาศัยช่างที่ชำนาญการปูเป็นพิเศษ
วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม 2544
- "วิธีการปูปาร์เก้ต์ไม่ให้ล่อน"
ปาร์เก้ต์เป็นวัสดุปูพื้นยอดนิยมสำหรับบ้านทั่วๆ ไป มีรูปแบบและรายการให้เลือกมากมาย
วิธีการปูปาร์เก้ต์โดยทั่วไปคือ เตรียมพื้นผิวคอนกรีตให้ได้ระดับก่อน แล้วปูแผ่นไม้ปาร์เก้ต์ด้วย
กาวทับลงไปอีกทีหนึ่ง นอกจากคุณภาพของไม้ที่ต้องอบมาอย่างดีและกาวที่ใช้ต้องมีคุณภาพแล้ว
สิ่งที่สำคัญอีกอย่างที่จะช่วยป้องกันการล่อนของพื้นปาร์เก้ต์ก็คือ "ความชื้นและเวลา"
ก่อนปูไม้ปาร์เก้ต์จะต้องมั่นใจว่าพื้นที่จะปูนั้นต้องมีความแห้งสนิท ไม่มีความชื้นอมอยู่และต้อง
สะอาด ส่วนเรื่องเวลาก็คือ เมื่อปูเสร็จแล้วต้องทิ้งให้นานเพียงพอ เพื่อให้กาวประสานกันและแห้งสนิท
ก่อนการขัดผิว โดยทั่วไปก็ควรทิ้งไว้อย่างน้อย 10 วันขึ้นไป การก่อสร้างบางขั้นตอน
ถ้าเร่งเกินไป
ก็จะมีผลเสียมากกว่าผลดี
วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม 2544
- "ปัญหาฟองอากาศในส่วนยาแนวของพื้นกระเบื้อง"
ปัญหาฟองอากาศในส่วนยาแนวของพื้นกระเบื้อง เกิดจากความชื้นของพื้นชั้นล่างที่สะสมอยู่
เมื่อความชื้นออกมาทำปฏิกริยากับปูนยาแนว ก็จะเกิดอาการโป่งปูดออกมา มีลักษณะเป็นยาง
เหนียวๆ เช็ดก็ไม่หาย วิธีการแก้ไข ต้องแก้ที่ต้นเหตุ โดยหาแหล่งที่มาของความชื้นให้ได้
และกำจัดไม่ให้ความชื้นไหลเข้ามาอยู่ใต้กระเบื้อง แล้วจึงเลาะปูนยาแนวออกให้หมด
ใช้ปูนยาแนวชนิดพิเศษซึ่งมีความแข็งแรง และมี แรงยึดเกาะสูงยาแนวลงไป แต่ถ้ายังไม่หาย
ก็ต้องเลาะกระเบื้องออก ทำการปรับสภาพของพื้นคอนกรีตใหม่ไม่ให้ชื้น แล้วจึงปูกระเบื้องลงไปใหม่
วิธีที่ไม่ต้องมาแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุคือ เวลาก่อสร้างพื้นชั้นล่างควรปูแผ่นพลาสติกป้องกัน
ความชื้น ก่อนการเทพื้นคอนกรีตทุกครั้ง
วันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม 2544
- "การทำหินขัดไม่ให้ร้าว"
พื้นหินขัดคือ พื้นที่ใช้หินผสมคอนกรีตแล้วขัดให้เรียบ ซึ่งมีความแข็งแรงทนทาน
มีลวดลายสีสรร
ให้เลือกมากมาย การทำหินขัดก็เหมือนกันกับการเทคอนกรีต ถ้าหากทำถูกวิธี งานที่ออกมา
ก็จะแข็งแรง ไม่มีปัญหาเพราะหินขัดกับคอนกรีตนั้น มีส่วนผสมคล้ายกันคือ มีหินและปูน
เทคนิค
ในการทำหินขัดนั้น นอกจากจะต้องมีส่วนผสมที่ถูกต้องแล้ว การแบ่งผืนของหินขัดก็สำคัญ
ควรใช้เส้นทองเหลืองหรือ PVC แบ่งเป็นส่วนๆ ไว้ โดยวางแผนไว้ล่วงหน้า เพราะฉะนั้นเวลา
จะเทต้องเทให้เต็มผืนแผ่นที่แบ่งไว้ เพื่อป้องกันการแตกร้าว ไม่ควรเทไว้ครึ่งๆ
กลางๆ
เมื่อเทแล้วต้องทิ้งไว้อย่างน้อย 15 วัน ให้ปูนแห้งเซ็ทตัวเพื่อความแข็งแรง เพราะจะเกิดการ
สั่นสะเทือนมาก เวลาขัดหน้าของหินขัด และการทิ้งไว้นาน จะทำให้หินขัดเงาวาวสวยงาม
เมื่อเวลาขัดขึ้นมา ประโยชน์ของหินขัดคือ จะมีรอยต่อน้อยเมื่อเทียบกับหินอ่อนและหินแกรนิต
แต่การแบ่งต้องออกแบบล่วงหน้าให้ลงตัวไม่ให้เหลือเศษ มิฉะนั้นจะดูน่าเกลียดมากกว่าสวยงาม
วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม 2544
- "ปัญหาของพื้นหินอ่อน"
หินอ่อนชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าอ่อน เพราะฉะนั้นถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ไม่ควรนำมาปูพื้น
โดยเฉพาะ
ภายนอก แต่ถ้าจำเป็นต้องปูภายในจริงๆ ก็ควรระวังให้มาก ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ไม่ควรใช้หินอ่อน
ปูพื้นในส่วนที่อาจจะโดนน้ำได้ เพราะน้ำสามารถซึมผ่านแผ่นหินอ่อนลงไปได้ ซึ่งธรรมชาติของ
หินอ่อนจะมีรูที่จะทำให้น้ำสามารถซึมผ่านได้ ถ้าแก้ปัญหาโดยการทาน้ำยากันซึมด้านหลังแผ่นก่อนปู
แต่เมื่อทาแล้วการยึดเกาะก็จะน้อยลงด้วย และเมื่อน้ำซึมลงไปแล้ว ก็ไม่สามารถซึมทะลุลงไป
ในพื้นคอนกรีตได้ น้ำก็จะไหลไปในพื้นส่วนอื่นของบ้านแทน ถ้าเป็นพื้นปาร์เก้ต์
ก็จะทำให้บวม
และหลุดล่อนได้ หรือถ้าหากไหลไปที่ผนัง ก็จะทำให้ความชื้นไปติด ที่ผนัง ทำให้สีที่ผนังเกิดเชื้อรา
และลอกหลุดได้ และที่สำคัญในส่วนที่โดนน้ำเป็นประจำ จะทำให้ลื่นมากเป็นอันตรายได้
ถ้าเป็นไปได้ควรหลีก เลี่ยงใช้ปูผนังจะดีกว่าแต่ต้องเป็นภายในบ้านเท่านั้น
วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม 2544
- "การเลือกลูกบิดห้องน้ำ"
การเลือกลูกบิดที่ใช้กับบ้านมีหลายประเภท ควรเลือกให้เหมาะกับประโยชน์ใช้สอย
และวิธีการ
ใช้ของแต่ละห้อง เพื่อความสะดวก เหมาะสมและประหยัดในสิ่งที่ควรประหยัด
การเลือกลูกบิดห้องน้ำในบ้านกับห้องน้ำสาธารณะจะแตกต่างกัน การเลือกลูกบิดห้องน้ำในบ้าน
มีสิ่งที่ควรคำนึงถึง ดังนี้ เมื่อเวลาเราเปิดประตูห้องน้ำภายในบ้าน ถ้าหมุนลูกบิดแล้วมันล็อค
ก็แสดงว่ามีคนใช้ห้องน้ำอยู่ โดยมีปุ่มสามารถล็อคได้จากภายใน ไม่จำเป็นต้องใช้แบบไขกุญแจ
เหมือนในห้องนอนหรือทางเข้าบ้าน ที่ต้องการความปลอดภัยมากกว่า แต่ลูกบิดที่ใช้กับห้องน้ำในบ้าน
ภายนอกจะออกแบบเป็นร่องเล็กๆ สามารถเปิดได้ โดยใช้สันเหรียญหมุนออก เพื่อเปิดให้ได้สะดวก
ในเวลาเกิดอุบัติเหตุภายในห้อง ไม่ต้องวิ่งหากุญแจให้เสียเวลาเดี๋ยวจะไม่ทันกาล
และลูกบิดห้องน้ำ
ประเภทนี้จะมีราคาถูกกว่าลูกบิดธรรมดาด้วย ซึ่งจะทำให้ประหยัดงบประมาณในส่วนนี้
โดยไม่จำเป็นต้องใช้เหมือนห้องอื่นซึ่งมีราคาแพงกว่า
วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน 2544
- "ประเภทของลูกบิด"
ลูกบิดที่ขายตามท้องตลาดจะมีอยู่หลายประเภท รวมถึงความหลากหลายของวัสดุผิวที่ใช้ทำด้วย
การที่จะเลือกใช้ลูกบิดแต่ละประเภทต้องขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละห้อง ให้สอดคล้องกับ
ประโยชน์ใช้สอย
ลูกบิดที่กล่าวนี้หมายถึง ลูกบิดแบบทั่วๆ ไปที่ขายในท้องตลาด ไม่ใช่แบบแพงๆ ที่มีลักษณะ
พิเศษที่สั่งมาจากต่างประเทศ
ลูกบิดโดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทที่เป็นโลหะเกลี้ยงๆ กับประเภทที่มี
ลักษณะรมดำหรือเคลือบผิว
ลูกบิดที่เป็นโลหะเกลี้ยง จะเป็นโลหะแท้ๆ ผิวจะไม่มีลอกหรือล่อน ห้องที่ใช้ควรเป็นห้องที่ใช้
บ่อยๆ และเปื้อนน้ำมันหรือเหงื่อเป็นประจำ เช่น ห้องครัว, ห้องน้ำ, ห้องออกกำลังกาย
ส่วนลูกบิดที่รมดำหรือเคลือบผิว มีโอกาสลอกได้ง่ายเมื่อโดนเหงื่อ ความชื้น หรือแดดมากๆ
ห้องที่เหมาะควรจะเป็นห้องภายใน เช่น ห้องนอน, ห้องรับแขก, ห้องนั่งเล่น
ควรเลือกให้ถูกต้อง มิฉะนั้นเสียเงินซื้อแล้วใช้ไปได้สักระยะหนึ่ง ก็จะลอกดูน่าเกลียด
เพราะ
ใช้ผิดประเภท
วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน 2544
- "การใช้โทรทัศน์ให้ประหยัดและปลอดภัย"
ทุกวันนี้โทรทัศน์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกบ้านไปแล้ว ฉะนั้นการใช้เพื่อให้ประหยัดและปลอดภัย
จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามไป
การใช้โทรทัศน์แบบมีรีโมท จะสิ้นเปลืองไฟมากกว่าแบบไม่มี เพราะเมื่อปิดด้วยรีโมทแล้ว
ยังมี
กระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยงการทำงานในเครื่องอยู่ ถ้าหากจะปิดเครื่องโทรทัศน์ ท่านก็ควรจะเดินไป
ปิดสวิตซ์เลยจะดีกว่า ทั้งประหยัดไฟฟ้าและป้องกันอันตรายได้ดีด้วย เช่น เวลาฝนตกมีฟ้าผ่า
ความดันกระแสไฟฟ้าจะแปรปรวน อาจจะวิ่งเข้ามาทางเสาอากาศทีวีบ้านท่านได้ และถ้าใน
เครื่องยังมีไฟฟ้าหล่อเลี้ยงอยู่ ไฟฟ้าก็จะวิ่งเข้ามาทำให้เครื่องโทรทัศน์เสียหายได้
แต่ถ้าจะให้ดีปิดสวิตซ์แล้วถอดปลั๊กด้วย จะยิ่งดีที่สุดเลย
ในเศรษฐกิจทุกวันนี้กว่าจะหาเงินซื้อโทรทัศน์ได้สักเครื่องก็ไม่ใช่ง่าย ควรจะใช้ให้ประหยัดและ
ปลอดภัย จะได้เก็บเงินไว้ใช้อย่างอื่น แทนที่ต้องมาเสียค่าไฟเพิ่มและค่าซ่อมเครื่องด้วย
วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน 2544
- "วิธีตรวจสอบการรั่วของไฟฟ้าในบ้าน"
เนื่องจากน้ำมันแพงขึ้นทุกวัน ทำให้ค่าไฟฟ้าแพงตามไปด้วย ฉะนั้นถ้าค่าไฟฟ้าสูงขึ้นจนผิดปกติ
ก็ควรตรวจสอบ ดังนี้
ปิดไฟและถอดปลั๊กของเครื่องไฟฟ้าในบ้านออกทั้งหมดแล้ว เดินออกมาเช็คที่มิเตอร์หน้าบ้านว่า
จานในมิเตอร์ยังหมุนอยู่หรือเปล่า
ถ้ายังหมุนอยู่แสดงว่าไฟฟ้าภายในบ้านรั่ว ก็ต้องตรวจดูสภาพของสายไฟต่างๆ ว่าเก่าหรือมีรอย
ฉีกขาดหรือเปล่า ตัวปลั๊กต่างๆ มีการชำรุดหรือไม่ ถ้าไม่มีความรู้หรือไม่แน่ใจจริงๆ
ก็ควรให้ช่างไฟ
มาตรวจจะดีกว่า เพราะถ้าทำไม่เป็นจะเกิดอันตรายได้
และการตรวจไฟฟ้าควรทำตอนเช้า หรือวันที่กำลังจะล้างตู้เย็นยิ่งดีใหญ่ เพราะเมื่อถอดปลั๊กแล้ว
ของที่แช่จะได้ไม่เสียหาย
เพราะถ้ามีปัญหาจริงจะได้ซ่อมแซมในช่วงบ่ายได้ พอตกกลางคืนจะได้มีไฟฟ้าใช้ได้อย่างปกติ
ไม่ต้องจุดเทียนคลำทางให้เสียความรู้สึก
วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน 2544
- "หลอดตะเกียบกับหลอดฟลูออเรสเซนต์แบบไหนประหยัดกว่ากัน
การประหยัดไฟฟ้าทุกรูปแบบเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับเศรษฐกิจในยุคนี้ จะได้ช่วยชาติไม่ให้เสียเงิน
ออกนอกประเทศ
และการประหยัดไฟฟ้าโดยการใช้หลอดตะเกียบ จะประหยัดพลังงานได้จริงหรือเปล่า
อาจจะเป็นความจริงแต่ไม่ทั้งหมด เพราะหลอดตะเกียบจะประหยัดพลังงานได้น้อยกว่าหลอด
ฟลูออเรสเซนต์ หรือที่เรียกว่าหลอดนีออน
และหลอดตะเกียบทั้งหลายยังต้องน้ำเข้าจากต่างประเทศ ผิดกับหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่เรา
สามารถผลิตในประเทศได้
แต่ถ้าเปรียบเทียบหลอดตะเกียบกับหลอดไส้ ก็สามารถประหยัดพลังงานได้มากกว่า แต่ราคา
หลอดตะเกียบก็จะสูงกว่า ถ้าเปลี่ยน 2-3 หลอด ก็คงจะไม่แตกต่างกันมาก
แต่ถ้าเปลี่ยนหลายหลอด ควรจะเปลี่ยนเป็นหลอดฟลูออเรสเซนต์จะประหยัดกว่า และอย่างน้อย
ก็ช่วยกันส่งเสริมสินค้าที่ผลิตในประเทศ แถมแสงที่ออกมาจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ก็จะ
ทำลายสายตา น้อยกว่าหลอดแบบอื่นด้วย
วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน 2544
- "ประเภทของฉนวนกันความร้อน
ทุกวันนี้ฉนวนกันความร้อน เป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับบ้านพักอาศัย เพราะจะช่วยให้บ้านเย็น
ถึงจะติดเครื่องปรับอากาศ ก็จะทำให้ไม่ทำงานหนัก ช่วยประหยัดพลังงานได้มาก
สามารถ แบ่งออกได้ดังต่อไปนี้
- แผ่นเงาสะท้อนความร้อน จะเป็นแผ่นบางๆ มันวาวเรียกว่า อลูมินั่มฟอยล์ จะช่วยสะท้อน
ความร้อน มักจะติดไว้ในส่วนหลังคา
- แผ่นยิบซั่มบอร์ดใช้กั้นผนังหรือทำฝ้าเพดาน บางชนิดมีแผ่นสะท้อนความร้อนติดเข้าไปด้วย
จะช่วยป้องกันการนำความร้อนได้อย่างดี
- ใยแก้ว มีลักษณะเป็นแผ่นปูด้วยเส้นใยสีเหลือง ความหนาประมาณ 2-4 นิ้ว น้ำหนักเบา
ใช้
ติดที่ผนังหรือฝ้าเพดานก็ได้
- อิฐกันความร้อนเช่น คอนกรีตมวลเบา จะมีรูพรุนอยู่ในก้อนคอนกรีต ใช้ก่อเป็นผนังเหมือน
อิฐมอญ แต่ถ้าก่อไม่ถูกวิธีอาจแตกร้าวได้
วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม 2544
- "พื้นห้องทำงานควรใช้ไม้อะไร"
พื้นไม้โดยทั่วไปจะมีความงดงามและดูอบอุ่น การติดตั้งและบำรุงรักษาก็สะดวกสบาย
ไม่ค่อยมี
ปัญหาในระยะยาว
ส่วนราคาก็ขึ้นอยู่กับชนิดของไม้ ความแข็งแกร่งของไม้แต่ละชนิดที่จะเหมาะสมกับการใช้งาน
แต่ละประเภท มีดังต่อไปนี้
- ไม้ฉำฉาจะอ่อนที่สุด ไม่เหมาะที่จะทำพื้น
- ไม้สักจะแข็งกว่าไม้ฉำฉา มีลวดลายสวยงามราคาแพง การใช้งานหนักปานกลาง ไม่ควรใส่
รองเท้าในห้อง
- ไม้มะค่าจะแข็งกว่าไม้สัก มีลวดลายมากราคาค่อนข้างแพง การใช้งานหนักปานกลาง
- ไม้แดงจะแข็งกว่าไม้มะค่า มีลายน้อย ทนทานต่อรอยขีดข่วน ราคาปานกลาง สามารถใช้งาน
หนักได้ เช่น การสวมรองเท้าเดินภายในห้อง
วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม 2544
- "ไม้ปาร์เก้ต์สำเร็จคือ อะไร"
พื้นไม้ที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบัน ซึ่งมีราคาไม่แพงมากคือ ไม้ปาร์เก้ต์
ไม้ปาร์เก้ต์คือ ไม้ชิ้นเล็กๆ ที่เอามาต่อกันด้วยกาวหรือเข้าลิ้น แล้วก็เอามาปูบนพื้นห้องต่างๆ
ในบ้าน
ปาร์เก้ต์โมเสกคือ ไม้ชิ้นเล็กๆ ประมาณ 1.5 x 10 ซม. เอามาต่อกันเป็นจตุรัสขนาด
10 x 10
ซม. แล้วไปติดแผ่นกระดาษด้วยกาวขนาด 30 x 30 ซม.
ส่วนปาร์เก้ต์เข้าลิ้นคือ ไม้ขนาดประมาณ 5 x 30 ซม. มาไสเข้าลิ้นด้านข้างแล้วปูลงบนพื้น
จะ
มีราคาแพงกว่าปาร์เก้ต์โมเสก
ส่วนปาร์เก้ต์สำเร็จคือ ชิ้นไม้ที่ติดกันเป็นแผงขัดและเคลือบ
ทับหน้าอย่างเรียบร้อย เวลาติดตั้ง ก็โดยใช้ไม้อัดหรือแผ่นยางปูบนพื้นคอนกรีตก่อน
แล้วก็เอาแผ่นปาร์เก้ต์สำเร็จปูทับลงไปเหมือนกับการปูพรมแผ่นได้เลย แต่จะแพงกว่าปาร์เก้ต์
แบบอื่น มีความคงทนน้อยกว่า และถ้าปูไม่เป็นอาจจะกระเดิดได้ต้องอาศัยช่างที่ชำนาญการปูเป็นพิเศษ
วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม 2544
- "วิธีการปูปาร์เก้ต์ไม่ให้ล่อน"
ปาร์เก้ต์เป็นวัสดุปูพื้นยอดนิยมสำหรับบ้านทั่วๆ ไป มีรูปแบบและรายการให้เลือกมากมาย
วิธีการปูปาร์เก้ต์โดยทั่วไปคือ เตรียมพื้นผิวคอนกรีตให้ได้ระดับก่อน แล้วปูแผ่นไม้ปาร์เก้ต์ด้วย
กาวทับลงไปอีกทีหนึ่ง
นอกจากคุณภาพของไม้ที่ต้องอบมาอย่างดีและกาวที่ใช้ต้องมีคุณภาพแล้ว สิ่งที่สำคัญอีกอย่างที่
จะช่วยป้องกันการล่อนของพื้นปาร์เก้ต์ก็คือ "ความชื้นและเวลา"
ก่อนปูไม้ปาร์เก้ต์จะต้องมั่นใจว่าพื้นที่จะปูนั้นต้องมีความแห้งสนิท ไม่มีความชื้นอมอยู่และต้อง
สะอาด
ส่วนเรื่องเวลาก็คือ เมื่อปูเสร็จแล้วต้องทิ้งให้นานเพียงพอ เพื่อให้กาวประสานกันและแห้งสนิท
ก่อนการขัดผิว โดยทั่วไปก็ควรทิ้งไว้อย่างน้อย 10 วันขึ้นไป
การก่อสร้างบางขั้นตอน ถ้าเร่งเกินไปก็จะมีผลเสียมากกว่าผลดี
วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม 2544
- "ประโยชน์ของแสงธรรมชาติในบ้าน"
แสงธรรมชาติทำให้เรามองเห็นสีของสิ่งของต่างๆ ไม่ผิดเพี้ยน ซึ่งดีกว่าแสงที่มาจากหลอดไฟฟ้า
แต่ถ้าแสงเข้ามาในบ้านเราพร้อมกับแดดก็จะทำให้บ้านเราร้อนได้
มีข้อแนะนำ ดังนี้
- พยายามทำงานในช่วงกลางวัน จะได้ใช้แสงจากธรรมชาติให้มากที่สุด
- จัดโต๊ะทำงานหรือที่นั่งอ่านหนังสือไว้ริมหน้าต่าง
- หมั่นดูแลรักษากระจกหน้าต่างหรือช่องแสงให้สะอาดอยู่เสมอ
- ทาสีภายในห้องเป็นสีอ่อน เพื่อช่วยให้ห้องสว่างขึ้น
- ปรับปรุงส่วนทึบของบ้านโดยใช้อิฐบล็อกแก้ว
- ติดกันสาดหรือแผงกันแดดให้ยื่นยาวพอที่จะบังแดด แต่ไม่ทำให้ภายในห้องมืด หรือจะใช้
ผ้าใบชนิดเลื่อนเข้าออกก็ได้ เพื่อกันแดดบางเวลา
วันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน 2544
- " วิธีการใช้แสงธรรมชาติร่วมกับหลอดไฟฟ้า"
ภายในบ้านก็คงจะต้องมีดวงโคมไว้ทุกจุดที่ใช้งาน เพื่อแสงสว่างในตอนกลางคืนหรือวันที่มืดครึ้ม
แต่ถ้าออกแบบให้ประสานกับแสงธรรมชาติได้ดี ก็จะทำให้ประหยัดพลังงานได้
มีข้อแนะนำ ดังนี้
- ทาสีผนัง ฝ้าเพดาน ภายในห้องให้เป็นสีอ่อนๆ เพื่อสะท้อนแสงสว่าง
- หากห้องมีขนาดใหญ่ ให้แยกสวิตซ์ดวงโคมบริเวณริมหน้าต่าง เพื่อให้เลือกปิดได้ในขณะที่มี
แสงธรรมชาติเพียงพอ
- เพราะแสงธรรมชาติเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อาจเลือกติดตั้งดวงโคมเป็นจุดเพื่อเปิดให้แสง
สว่างเสริมเฉพาะบริเวณที่ต้องการแสงสม่ำเสมอก็ได้
- หากมีงบประมาณเพียงพอ อาจติดตั้งระบบไฟฟ้าแบบหรี่แสงได้ เพื่อช่วยให้การใช้งานได้
สะดวกดียิ่งขึ้น และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานได้เต็มที่
วันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน 2544
- " การใช้ประโยชน์จากกระแสลม"
กระแสลมจะช่วยลดอุณหภูมิ และทำให้เรารู้สึกอยู่ในสภาวะน่าสบาย กระแสลมที่พัดผ่านตัวบ้าน
ต้องคำนึงถึงทิศทาง และตำแหน่งของหน้าต่างที่ต้องสัมพันธ์กันด้วย
มีข้อคำนึง ดังนี้
- ลมจะพัดมาทางทิศใต้, ตะวันตกเฉียงใต้ในฤดูร้อน และจะพัดมาทางทิศเหนือ, ตะวันออก
เฉียงเหนือในฤดูหนาว ต้องออกแบบให้ช่องหน้าต่างอยู่ในทิศทางพวกนี้
- จะให้ลมเข้ามาภายในบ้าน ก็ต้องมีช่องให้ออกด้วย ลมถึงจะพัดเข้ามา
- ทางเข้าออกของลมยิ่งกว้าง ก็จะทำให้อากาศถ่ายเทมากขึ้น
- พยายามให้ลมที่พัดเข้ามาผ่านในระดับช่วงตัวเรา
- สภาพแวดล้อมรอบบ้านที่ดี เช่น มีต้นไม้ ปลูกหญ้า ก็จะช่วยทำให้ลมเย็นขึ้น
- ใช้พัดลมภายในห้องหรือพัดลมดูดอากาศช่วยในกรณีที่ไม่มีลม
- ห้องที่มีการปรับอากาศ ต้องปิดหน้าต่าง-ประตูให้แน่นสนิท เพื่อป้องกันความชื้นเข้ามาใน
ห้อง (ความชื้นทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนัก)
วันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน 2544
- " ชนิดของกันสาด"
การติดตั้งกันสาดเป็นการป้องกันแสงแดดและความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน การติดตั้งที่ดีต้องกัน
แสงแดดได้เกือบทั้งหมด แต่ต้องไม่ทำให้ภายในมืดจนต้องเปิดไฟในเวลากลางวัน
แบ่งตามลักษณะของวัสดุ ดังนี้
- คอนกรีตเสริมเหล็ก มีความแข็งแรง ทนทาน แต่แก้ไขปรับปรุงได้ยาก
- โลหะประเภทเหล็ก, อลูมิเนียม น้ำหนักเบา ติดตั้งง่ายสะดวก มีแบบสำเร็จ แต่ไม่ค่อยแข็งแรง
- ไฟเบอร์กลาส กันแดดและความร้อน แต่แสงสามารถผ่านได้ มีรูปทรงต่างๆ คุณภาพดี
แต่
ราคาแพง
- กระเบื้องกระดาษ ทนต่อสภาวะอากาศได้ดี ราคาถูก ติดตั้งง่าย แต่แข็งเปราะ
- ไม้ การก่อสร้างทำได้ง่าย สะดวก มีลักษณะให้เลือกมาก เช่น บานพลิก บานเกล็ด
หรือ ตีเว้น
แบบไม้ระแนง ถ้าใช้ไม้คุณภาพดีจะราคาแพง แต่ถ้าคุณภาพไม่ดีจะบิดงอได้
วันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน 2544
- " สิ่งที่ควรคำนึงก่อนการติดกันสาด"
หากเป็นกันสาดที่ติดมากับตัวบ้านตั้งแต่แรกแล้ว ไม่ค่อยมีปัญหามากนัก เพราะคิดไว้ล่วงหน้า
แล้ว แต่ประเภทที่มาติดภายหลัง อาจทำให้เกิดปัญหาได้
ดังนั้น จึงควรคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้
- กันสาดนั้นยื่นล้ำเข้าไปในที่ดินข้างบ้านหรือที่ดินสาธารณะหรือไม่
- บ้านที่เราอยู่มีข้อห้ามไม่ให้ติดกันสาดเพิ่มหรือเปล่า ส่วนใหญ่จะเป็นพวกคอนโดมิเนียม
- โครงสร้างบ้านเดิมแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักกันสาดที่ติดเพิ่มเข้ามาหรือไม่
- จะยื่นออกไปเท่าไหร่ถึงจะกันแดดได้ แต่ยังได้รับแสงธรรมชาติอยู่ โดยไม่ทำให้ภายในบ้านมืด
ต้องดูว่าอยู่ทางทิศใด เพราะแต่ละทิศจะยื่นออกไปไม่เท่ากัน
- หากต้องทำความสะอาดหรือซ่อมแซมและบำรุงรักษาจะทำได้อย่างไร
วันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม 2544
- " สะพานความร้อนกับการติดตั้งกันสาด"
การติดตั้งกันสาดเข้าไปที่ตัวบ้าน นอกจากจะทำหน้าที่กันแดดกันฝนแล้ว แต่ในบางครั้งถ้า
ออกแบบไม่ดี ตัวกันสาดนั้นก็จะถ่ายเทความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านหรือที่เรียกว่า สะพานความร้อน
เหตุเกิดขึ้นเพราะเมื่อแสงแดดส่องกระทบตัวกันสาด หรือแผงกันแดดที่เราติดตั้ง
ความร้อนก็จะ
สะสมในวัสดุที่ทำกันสาดนั้น เมื่อสะสมมากขึ้นความร้อนก็จะอาศัยวัสดุที่ทำกันสาดเป็นสะพานส่งผ่าน
ความร้อนเข้าสู่ผนังและวัสดุของตัวบ้านในส่วนที่เชื่อมติดกับกันสาด
วิธีป้องกันคือ พยายามให้มีจุดเชื่อมต่อหรือแตะระหว่างกันสาดกับตัวบ้านให้น้อยที่สุด
แต่ก็ต้อง
แข็งแรงเพียงพอที่จะยึดติดกับบ้านได้ หรือทำให้มีช่องว่างระหว่างกันสาดและตัวบ้านเพียงพอที่ความร้อน
จะสามารถถูกระบายออกไปก่อนที่จะถ่ายเทเข้าภายในบ้านเรา
ดังนั้นหากจะทำกันสาดหรือแผงกันแดด ลองคิดถึงการหลีกเลี่ยงสะพานความร้อนไว้บ้างก็จะดี
วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม 2544
- " การเลือกซื้อปั๊มน้ำ"
ปั๊มน้ำเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าอีกชนิดหนึ่งที่ใช้กันมาก โดยเฉพาะตามบ้านพักอาศัย ดังนั้นถ้าเรารู้จัก
วิธีการเลือกซื้อ ก็จะทำให้ประหยัดงบประมาณ และการสิ้นเปลืองของพลังงานโดยไม่จำเป็น
เพื่อให้ได้
ประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้ไฟฟ้าและน้ำ มีวิธีเลือกซื้อ ดังนี้
- เลือกกำลังมอเตอร์ของปั๊มตามระยะความสูงของท่อจากระดับพื้นดินถึงจุดจ่ายน้ำสูงสุดของ
ตัวบ้าน ถ้าดูระยะผิด ก็อาจจะปั๊มน้ำขึ้นไปไม่ถึง หรือใช้เครื่องปั๊มที่ใหญ่เกินไปโดยไม่จำเป็น
- ดูจำนวนก็อกน้ำที่อาจมีการเปิดใช้พร้อมกันได้ เพราะถ้าเลือกขนาดกำลังมอเตอร์ที่เล็กเกินไป
ก็จะทำให้ปั๊มน้ำทำงานบ่อย เกิดการสิ้นเปลืองไฟฟ้า ถ้ามอเตอร์ใหญ่เกินไปก็สิ้นเปลืองงบประมาณ
- ควรเลือกปั๊มที่มีถังความดันประกอบมาด้วย เพื่อไม่ต้องทำงานตลอดเวลา จะช่วยประหยัด
พลังงานและยืดอายุการใช้งาน
- อุปกรณ์ต่างๆ ต้องประกอบกันมาอย่างดี มีความคงทน ไม่เป็นสนิมง่าย และมีตัวป้องกัน
มอเตอร์ไหม้
- ที่ตั้งของปั๊มน้ำควรมีหลังคาคลุมป้องกันแดดและฝน แต่ถ้าเป็นห้องต้องมีส่วนระบายอากาศ
ได้ด้วย เพราะถ้าเครื่องทำงานต่อเนื่องจะมีความร้อน
วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม 2544
- " ประโยชน์ของการปลูกต้นไม้"
ประเทศไทยอยู่ในตำแหน่งของโลกที่มีอากาศร้อนเกือบตลอดปี การปลูกต้นไม้จึงเป็นการช่วย
ลดความร้อนโดยตรง เพราะต้นไม้จะคายน้ำออกมาโดยดึงความร้อนที่อยู่รอบๆ ตัวเมื่อเวลาสังเคราะห์แสง
ประโยชน์แบ่งตามประเภทของต้นไม้ ดังนี้
ต้นไม้ใหญ่ - การเลือกชนิดและขนาดที่เหมาะสม โดยปลูกให้ถูกทิศทาง โดยเฉพาะด้าน
ทิศตะวันตกและตะวันออกก็จะเป็นการกางร่มให้กับบ้านพร้อมทั้งทำความ
เย็น และทำให้เกิดอากาศบริสุทธิ์ไปพร้อมกันด้วย
พืชคลุมดิน - ก็ช่วยลดความร้อนและสร้างความเย็นให้กับพื้นที่รอบๆ บ้านได้เช่นกัน
วิธี
การดูดความร้อนและคายความเย็นก็จะเหมือนกับต้นไม้ใหญ่ ฉะนั้นลมที่พัด
ผ่าน ก็จะเป็นลมเย็นที่พัดเข้าสู่ตัวบ้าน ทำให้เรารู้สึกสบาย
การปลูกหญ้า - เป็นฉนวนป้องกันความร้อนให้ดิน ในขณะเดียวกันก็เป็นการเหนี่ยวนำความ
เย็นลงสู่ดิน เนื่องจากความแตกต่างของอุณหภูมิ ทั้งยังเป็นการเสริมสร้าง
บรรยากาศที่มีมุมมองที่ดี ป้องกันการสะท้อนแสงเข้าสู่ตา และป้องกันฝุ่นที่
เกิดจากดินที่แห้งได้อีกด้วย
วันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม 2544
- " ข้อคำนึงในการเลือกพันธุ์ไม้"
พันธุ์ไม้มีมากมายหลายชนิด ดังนั้นถ้าจะเลือกมาปลูกภายในบ้าน ก็ควรตำนึงถึงลักษณะการ
ใช้งาน ตำแหน่งที่ปลูกและอุปนิสัยของพันธ์ไม้ชนิดนั้นๆ ด้วย
มีข้อควรคำนึง ดังนี้
- มีระบบราก ลำต้น แข็งแรง ทนต่อแรงลมและฝนได้ดี
- มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม โรค และศัตรูพืช
- ควรเป็นพันธุ์ไม้ไม่ผลัดใบ เพราะจะได้เป็นร่มเงาได้ตลอดทั้งปี และไม่เป็นภาระในการเก็บ
กวาดใบไม้แห้ง
- ตำแหน่งที่ปลูกไม้ยืนต้น ต้องระวังไม่ให้ราก หรือลำต้นเบียดกับตัวบ้าน รั้ว
ทางเท้าหรือทาง
ระบายน้ำจนเกิดความเสียหาย
- บริเวณที่แคบๆ ให้เลือกพันธุ์ไม้ที่มีทรงพุ่มแคบเติบโตในแนวตั้ง เช่น ไผ่ อโศกอินเดีย
สน
หมาก หรือพวกปาล์ม
- เลือกใช้ไม้เลื้อยแทนกันสาด หรือหลังคาคลุม เช่น บริเวณระเบียง ลานจอดรถ
- ไม้พุ่มหรือไม้คลุมดิน นอกจากความสวยงามแล้ว ต้องดูลักษณะนิสัยและการดูแลรักษาด้วย
วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม 2544
- " วิธีให้ความเย็นแก่อาคาร"
การให้ความเย็นแก่อาคารทำได้หลายวิธี การติดตั้งเครื่องปรับอากาศเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมที่
สุด ดังนั้นการป้องกันความร้อนเข้าสู่อาคาร ก็จะทำให้สามารถลดขนาดของเครื่องปรับอากาศที่ใช้ได้เช่นกัน
มีวิธีป้องกันความร้อน ดังนี้
- อย่าให้ผนังกระจกและหน้าต่างถูกแสงอาทิตย์โดยตรง
- ทาสีผนังภายนอกเป็นสีขาวหรือสีอ่อน เพื่อสะท้อนความร้อนออกจากตัวอาคาร
- ติดตั้งกันสาด, ผ้าใบ หรือปลูกต้นไม้บังแดด
- หลังคาควรบุฉนวนที่เพดาน หรือทำเครื่องบังไม่ให้หลังคาถูกแดดโดยตรง
- หมั่นทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศ เพื่อให้ระบายความร้อนได้ดี ซึ่งจะทำให้ประหยัดการ
ใช้ไฟฟ้า
- หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ที่มีการระบายความร้อนไว้ในห้องที่มีการปรับอากาศ เช่น
หม้อหุงข้าว,
เตาอบ
- ออกแบบประตูทางเข้าออกให้อากาศเย็นไหลออกน้อยที่สุด
วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม 2545
- "วิธีป้องกันความร้อนเข้าทางกระจก"
หน้าต่างหรือประตูที่เป็นกระจก จะเป็นหนทางที่รังสีความร้อนสามารถส่องผ่านเข้ามาในตัวอาคาร
ได้โดยตรง ดังนั้นถ้ารู้จักวิธีป้องกัน ก็จะทำให้อาคารเย็นลงได้
มีวิธีป้องกัน ดังนี้
- ใช้อุปกรณ์บังแดดภายนอกอาคาร เพื่อมิให้กระจกถูกแดดโดยตรงเช่น
ผ้าใบ เหมาะสำหรับกระจกผืนใหญ่
แผงครีบหรือกันสาด เหมาะสำหรับบังแดดด้านทิศใต้, ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก
ต้นไม้ ควรปลูกสูงกว่าตัวอาคาร ด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก
- ผ้าม่านหรือมู่ลี่ ใช้บังแดดภายในด้านหลังกระจก
ใช้ใบแนวนนอนในด้านทิศใต้
ใช้ใบแนวดิ่งในด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก
- เลือกกระจกที่มีแผ่นฟิล์มด้านหลัง เพื่อสะท้อนแสงหรือใช้กระจก 2 ชั้น ซึ่งสามารถป้องกัน
เสียงได้ดีอีกด้วย
- หลีกเลี่ยงการใช้ Skylight ที่หลังคา เพราะรังสีความร้อนจะเข้ามาตลอดทั้งวัน
(ถ้าจำเป็นต้อง
ใช้ควรมีแผงเกล็ดบัง)
วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม 2545
- " สิ่งที่ควรคำนึงในการออกแบบอาคาร"
อาคารที่ได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และการใช้วัสดุที่ถูกต้องในการก่อสร้างจะ
ช่วยลดความร้อนเข้าสู่ตัวอาคารได้เป็นอย่างดี
มีสิ่งที่ควรคำนึงถึง ดังต่อไปนี้
- เน้นให้มีการระบายอากาศโดยวิธีธรรมชาติ เช่น ช่องลม, ช่องระบายอากาศใต้หลังคา
- เน้นให้มีการใช้แสงสว่างจากธรรมชาติมากกว่าการใช้หลอดแสงสว่าง เพื่อลดความร้อน
- ศึกษาทิศทางที่ตั้งของอาคาร เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ช่องหน้าต่างโดนแดด
- ศึกษาดูสภาพแวดล้อมบริเวณที่ตั้งของอาคาร เช่น ตั้งอยู่บริเวณตึกสูงที่มีการระบายความร้อน
ออกจากตัวอาคาร ก็ต้องป้องกันเป็นพิเศษ หรือตั้งอยู่ใกล้แหล่งน้ำที่จะช่วยระบายความร้อนได้ก็จะเป็นการ
ดีในการเปิดช่องรับลม
- เน้นการป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวอาคาร โดยเลือกผนังอาคารที่เป็นฉนวนกันความร้อนหรือใช้
กระจกชนิดป้องกันรังสีความร้อนได้
- เน้นการป้องกันการถูกความร้อนโดยตรง เช่น ปลูกต้นไม้ ทำกันสาด
วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม 2545
- " ออกแบบอาคารให้เหมาะกับอากาศเมืองไทย"
ที่ตั้งของเมืองไทยอยู่ที่เส้นศูนย์สูตร มีภูมิอากาศแบบร้อนชื้นคือ มีอากาศร้อนเกือบตลอดปี
เพื่อ
ที่จะให้เกิดผลดีในการประหยัดพลังงาน ควรออกแบบอาคารแต่ละส่วน ดังต่อไปนี้
- หลังคา
ควรใช้วัสดุที่มีค่าความต้านทานความร้อนสูง เช่น หลังคาจาก, ไม้ หรือวัสดุที่มีผิวมัน
และโทนสีขาวอ่อน เพื่อสะท้อนแสงอาทิตย์ และควรใส่ฉนวนกันความร้อน และให้มีการระบายอากาศใต้
หลังคา เพื่อกันความร้อนแผ่เข้ามาในตัวอาคาร
- ผนัง
ควรเลือกวัสดุที่มีค่าความต้านทานความร้อนสูงมาทำเช่นกัน เพราะจะช่วยลดปริมาณ
ความร้อนที่ถ่ายเทเข้าอาคารได้มาก เช่น ไม้ หรือการใช้ผนังเบา จะให้ดีควรบุฉนวนกันความร้อนด้วย
และ
ทาผนังด้วยสีอ่อนหรือวัสดุสะท้อนแสงที่มีผิวมันเงา ก็จะช่วยสะท้อนรังสีแสงอาทิตย์ได้ดี
- หน้าต่าง
ควรเลือกกระจกที่กันรังสีความร้อนได้ เช่น ติดฟิล์มสะท้อนแสง หรือเป็นกระจกสอง
ชั้นและควรป้องกันหน้าต่างอย่าให้ถูกแสงแดดโดยตรงด้วยผ้าใบ หรือกันสาด
และถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ก็ไม่ควรออกแบบให้หน้าต่างกระจกอยู่ด้านทิศตะวันออกและ
ตะวันตก ควรอยู่ด้านทิศเหนือหรือใต้ เพื่อรับลม
วันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม 2545
- " ประโยชน์ในการใช้สถาปนิกออกแบบบ้าน"
เศรษฐกิจในปัจจุบันนี้กว่าจะสร้างบ้านได้สักหลัง ก็ต้องเก็บเงินกันเกือบตลอดชีวิต
ฉะนั้นถ้า
รู้จักประโยชน์ในการใช้สถาปนิก ก็จะทำให้ได้บ้านที่น่าอยู่ ถูกใจและไม่มีปัญหาในอนาคต
สถาปนิกจะช่วยในแง่ต่างๆ คือ
- รวบรวมจุดประสงค์ความต้องการต่างๆ ของทางเจ้าของให้เป็นขั้นตอน และในแบบที่เข้าใจ
ได้ง่าย
- ดึงสไตล์ของบ้านที่เจ้าของฝันไว้ให้ออกมาเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งเสนอความคิดสร้างสรรค์
เพิ่มเติมเข้าไปด้วย
- วางตำแหน่งต่างๆ ของบ้านให้ได้ตามวัตถุประสงค ์และให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของที่ตั้ง
- ออกแบบให้ถูกหลักวิชาการ เพื่อให้ได้รับลมเต็มที่ และจะได้ช่วยประหยัดพลังงานในการใช้
อาคาร
- แก้ปัญหาต่างๆ ทางเทคนิคในระหว่างการก่อสร้าง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต
เช่น การ
รั่วซึม หรือการแตกร้าว
- ควบคุมค่าก่อสร้างให้อยู่ในงบประมาณ และระยะเวลาที่ต้องการ
- แนะนำการจัดหาผู้รับเหมาที่เหมาะสมกับงาน และการขออนุญาตปลูกสร้างอาคารกับหน่วยงาน
ราชการ
วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2545
- " ปัญหาเกี่ยวกับปลวก"
ปลวกเป็นปัญหาสำคัญของบ้านในเขตร้อนชื้นอย่างประเทศไทย สามารถทำลายบ้านเป็นหลังๆ
ได้ภายในไม่กี่เดือน ดังนั้นจึงต้องหาวิธีการป้องกันก่อนที่จะปลูกบ้าน
ปลวกที่สร้างปัญหาให้กับบ้าน ส่วนใหญ่จะเป็นปลวกใต้ดิน ซึ่งจะขึ้นมาทำลายบ้านผ่านทางโครง
สร้างของบ้าน เช่น แนวรอยต่อคานกับพื้น
วิธีป้องกัน โดยใส่น้ำยาลงไปในดินให้ทั่วๆ บริเวณที่จะทำการก่อสร้าง เช่น ฐานราก
คานคอดิน
ส่วนในกรณีที่ไม่ได้ป้องกันแต่แรก ก็ต้องเจาะพื้นแล้วอัดน้ำยาลงไปในดิน โดยให้รูที่เจาะห่าง
กันประมาณ 1 เมตร ใส่น้ำยา 5 ลิตร ต่อ 1 จุด
ถ้าจะให้ดี วิธีที่จะป้องกันเพิ่มเติมก็คือ
หมั่นตรวจสอบบริเวณบ้านที่มีความชื้นสูงและมืดทึบ
เก็บเศษไม้ วัสดุก่อสร้าง ทิ้งและทำลายให้หมด
เลือกไม้ที่ทนทานต่อการทำลายของปลวก เช่น ไม้สัก, ไม้เต็ง, ไม้ชิงชัน และไม้ประดู่
ไม่ควรปลูกต้นไม้ใหญ่ไว้ใกล้บ้านจนเกินไป
อย่าให้แมลงเม่าบินเข้ามาในบ้าน เพราะถ้าวางไข่ได้ ก็จะกลายเป็นปลวก
วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2545
- " การตรวจรับมอบบ้าน"
สำหรับผู้ที่ปลูกสร้างบ้านเองหรือไปซื้อบ้าน ก็ควรจะทราบวิธีการตรวจรับมอบบ้านพอสมควร
เพราะเศรษฐกิจทุกวันนี้ กว่าจะมีเงินปลูกบ้านได้แต่ละหลัง ก็ต้องใช้เวลาเก็บเงินเป็นเวลานาน
วิธีการตรวจด้วยตนเอง ดังนี้
เปิด-ปิด ไฟทุกดวงให้ทั่วทุกห้องว่าดวงโคมติดทุกดวงหรือเปล่า
ดูฝ้าเพดานให้เรียบร้อย มีบางส่วนตกท้องช้างหรือไม่ และมีร่องรอยน้ำหยดที่รั่วจากหลังคา
หรือเปล่า
เปิด-ปิด ก็อกน้ำทุกจุดดูว่ามีน้ำไหลสะดวกหรือเปล่า รวมถึงส้วมที่ใช้ชักโครกด้วย
ผนังดูความเรียบร้อยของปูนฉาบว่ามีรอยร้าว หรือสีหลุดร่อนหรือไม่ แต่ถ้ามีรอยใหญ่อาจเกิด
จากการทรุดตัวของโครงสร้าง ซึ่งจะแก้ไขยากมาก
ประตูหน้าต่าง ก็ควรลองเปิดปิด ดูว่ามีปัญหาของอุปกรณ์ต่างๆ หรือเปล่า เช่น บานพับ,
ข้อ
สับ, ลูกบิด
พื้น ตรวจดูความเรียบร้อยของรอยต่อต่างๆ ที่เปลี่ยนชนิด และระดับของพื้น รวมถึงการดูแนว
ของกระเบื้องที่ปูด้วย
ความลาดเอียงต่างๆ ของพื้นก็สำคัญ เช่น ในห้องน้ำ, ดาดฟ้า คงต้องใช้น้ำเทลาด
ลองดูการ
ไหลของน้ำ ถ้าไม่มีความลาดเอียง ก็อาจจะเกิดปัญหารั่วซึมในอนาคตได้ เพราะเกิดจากน้ำที่ขังอยู่
วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2545
- " การเลือกซื้อบ้านจัดสรร"
บ้านเป็นสิ่งที่มีราคาสูง ทั้งชีวิตของคนหนึ่งอาจจะมีบ้านได้หลังเดียว เพราะฉะนั้นการตัดสินใจ
ซื้อบ้านแต่ละหลัง ควรพิจารณาให้รอบคอบในทุกๆ ด้าน ซึ่งมีข้อควรพิจารณา ดังต่อไปนี้
เลือกบ้านให้เหมาะสมกับขนาดของครอบครัว และงบประมาณต้องให้สัมพันธ์กัน จะได้บ้านที่ไม่
แออัด หรือใหญ่จนเกินไป รวมถึงแบบ้านที่ถูกใจและสนองประโยชน์ใช้สอยต่างๆ ที่ต้องการและที่ลืมไม่ได้
ต้องประหยัดพลังงานด้วย
ทำเลที่ตั้ง ต้องพิจารณาถึงตำแหน่งที่ทำงาน โรงเรียนของบุตรหลาน ว่ามีความสะดวกในการเดิน
ทางหรือไม่ รวมถึงระบบโครงข่ายของการขนส่งมวลชนในอนาคตด้วย
ตรวจสอบแนวเวนคืน ต้องติดต่อไปที่การทางพิเศษ สำนักการโยธา ผังเมือง และสำนักงานเขต
ของที่ตั้งที่ดินว่าโดนแนวเวนคืนทั้งในปัจจุบันและในอนาคตหรือไม่
พิจารณาสภาพแวดล้อมของที่ตั้ง เช่น มีปัญหาน้ำท่วมขังหรือไม่ อยู่ใกล้แหล่งอุตสาหกรรม
มีมล
พิษหรือกลิ่นเหม็นหรือเปล่า รวมถึงใกล้แหล่งเสื่อมโทรม ซึ่งอาจจะมีปัญหาในด้านอัคคีภัย
(ในกรณีที่เป็น
บ้านจัดสรร ก็ควรสอบถามเพื่อนบ้านว่ามีปัญหาเรื่องบริการชุมชนจากบริษัทเจ้าของโครงการหรือไม่)
ตรวจสอบผลงานที่ผ่านมาของเจ้าของโครงการ ใบอนุญาตการก่อสร้างอาคาร และการจัดสรร
ที่ดิน รวมถึงโฉนดที่ดินว่าถูกต้องหรือไม่จากกรมที่ดิน
วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2545
- " วิธีการซื้อบ้านมือสอง"
บ้านที่อยู่ไปแล้วย่อมมีการเสื่อมโทรมเป็นธรรมดา ฉะนั้นการเลือกซื้อบ้านมือสองจึงจำเป็นที่จะ
ต้องตรวจสภาพของบ้านให้ละเอียดกว่าการซื้อบ้านที่สร้างเสร็จใหม่ๆมีการพิจารณาและตรวจสอบ
ดังนี้
- ทิศทางลมและสภาพแวดล้อม
เดินดูรอบๆ บ้านว่ามีอากาศถ่ายเทสะดวกหรือไม่ ดูทิศทางที่ตั้ง ว่ามีแดดบ่ายส่องเข้า
มาในห้องนอนหรือเปล่า
- หลังคา กันสาด
ต้องไม่รั่วซึม ไม่แตกชำรุด หลังคามีความลาดเอียงพอเหมาะกับชนิดวัสดุของหลังคา
หรือเปล่า ควรมีรางน้ำโดยรอบ และมีฉนวนใต้หลังคา
ตรวจดูโครงไม้ว่ามีการป้องกันปลวกและแมลงหรือไม่ และส่วนที่เป็นเหล็กมีสนิมหรือเปล่า
- ผนัง
มีรอยแตกร้าวและสีหลุดลอกหรือไม่
- ประตู หน้าต่าง
ควรดูวงกบว่ามีรอยแตกร้าวหรือไม่ เปิดปิดสะดวกหรือเปล่า
- ระบบสาธารณูปโภค ประปา ไฟฟ้า
ตรวจดูสายไฟ, สวิตซ์, ปลั๊ก ว่าชำรุดหรือไม่
ก็อกน้ำใช้งานได้ดีหรือเปล่า รวมถึงระบบชักโครกของส้วมด้วย
- การต่อเติม
มีส่วนไหนบ้าง ถูกหลักวิชาการและได้ขออนุญาตถูกต้องหรือเปล่า และก็ต้องเตรียม
งบเพิ่มเติม เผื่อไว้ปรับปรุงและซ่อมแซมบางส่วนด้วย
วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม 2545
- " บ้านในฝัน"
(บทสัมภาษณ์ ท่านผู้อำนวยการ ธนาคารออมสิน)
ท่านผู้ชมเคยคิดอยากจะมีบ้านเป็นของตัวเองใช่ไหมครับ แต่กว่าที่จะเก็บเงินได้สักก้อนหนึ่งต้อง
ใช้เวลานาน ปัจจุบันได้มีโครงการที่เข้ามาให้ความสะดวกในการเป็นเจ้าของบ้านอย่างไร
วัตถุประสงค์และความเป็นมาของโครงการสินเชื่อเคหะเอนกประสงค์
สินเชื่อเอนกประสงค์ของธนาคารออมสิน มีหลายรูปแบบ มีทั้งหมด 13 ประเภท คือ สินเชื่อ
สวัสดิการ และสินเชื่อเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตัวหลักของเราคือ สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์กับสวัสดิการ
ที่อยากจะเน้นใน 2 ตัวนี้ เพราะสำคัญมาก 2 ตัวนี้ประมาณ 60-70 % ของยอดสินเชื่อทั้งหมด
ในเรื่อง
ของสวัสดิการเป็นสินเชื่อเพื่อการบริโภค ใครก็ได้มาขอกู้ โดยเฉพาะพนักงานบริษัทต่างๆ
หรือบุคคล
ทั่วไปสามารถขอกู้ได้ โดยที่เรากำหนดอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับสถาบันการเงินอื่นๆ
นับว่าเป็นการสร้างพื้นฐานความมั่นคงในการดำเนินชีวิตของสถาบันครอบครัว ในการอำนวย
ความสะดวกสบายภายในบ้าน และเพื่อประกอบการค้า
วันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม 2545
- " ความฝันที่เป็นจริง"
(บทสัมภาษณ์ ท่านผู้อำนวยการธนาคารออมสิน)
สิ่งที่รอคอยที่จะมีบ้านของตัวเองจะเป็นจริงได้ด้วยความช่วยเหลือของหน่วยงานรัฐ
ในการ
สร้างความมั่นคงในการดำเนินชีวิต จำเป็นต้องมีความพร้อมในเรื่องใดบ้าง
หลักเกษณฑ์เงื่อนไขของโครงการสินเชื่อเคหะเอนกประสงค์
สำหรับเกษณฑ์เงื่อนไข รายละเอียดต่างๆ นอกจากหลักเกณฑ์เรื่องดอกเบี้ยในระยะเวลาต่างๆ
ที่จะตามมาตรงนี้สำคัญ เพราะระยะเวลาเราดูว่า ความสามารถของผู้กู้ จะต้องสัมพัฯธ์กันด้วย
ในเรื่อง
สินเชื่อเคหะนั้น เรากำหนดว่าอายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปถึงจะมีสิทธิ์ขอกู้ได้
ในเรื่องของระยะเวลาก็ค่อนข้าง
ยาวไม่เกิน 30 ปี ถึงตรงนั้นก็ให้ขยายเวลายาวออกไป และวงเงินก็บอกว่า รายละไม่เกิน
5 ล้านบาท ถึง
ตรงนั้นถ้าในสภาวะปัจจุบันแล้ว 5 ล้าน ก็อยู่ในเกณฑ์ที่สอดคล้องกับราคาอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน
เพื่อเป็นการเพิ่มคุณภาพให้กับชีวิตที่ดี ในเรื่องของที่อยู่อาศัย เพื่อเป็นการสร้างความอบอุ่นของ
สถาบันครอบครัวอันเป็นรากฐานในการแก้ไขปัญหาสังคมที่จะเกิดขึ้น
วันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคม 2545
- " ปลวกศัตรูร้ายทำลายบ้าน"
ปลวกเป็นปัญหาสำคัญของการสร้างบ้านในเขตร้อนชื่นอย่างประเทศไทย ซึ่งปลวกสามารถทำลาย
บ้านได้เป้นหลังๆ ภายในเวลาไม่กี่เดือน
ปลวกเป็นแมลงสังคมที่มีการแบ่งวรรณะอย่างเห็นได้ชัด
ปลวกแต่ละรังจะมีนางพญาปลวกเพียง 1 ตัว นางพญาปลวกตัวหนึ่งมีอายุได้ 25 ปี ภายในรัง
ปลวกแต่ละรังจะมีการแบ่งวรรณะออกเป็น 3 วรรณะ ได้แก่ ปลวกกรรมกร และปลวกทหาร
ซึ่งมีหน้าที่หา
อาหาร ซึ่งเป็นเหตุหนึ่งทำให้มันก่อความเสียหายแก่มนุษย์ ส่วนวรรณะที่ 3 คือ
วรรณะสืบพันธุ์ ซึ่งจะเจริญ
เติบโตเป็นปลวกที่มีปีก ที่เรียกว่า "แมลงเม่า" และแมลงแม่าจะทำการสลัดปีก เพื่อทำการสร้างรังใหม่และ
ทำหน้าที่หาอาหารต่อไป
ปลวกสามารถหาอาหารได้จากการกัดกินวัสดุที่ทำมาจากเส้นใยพืชทุกชนิด ล้วนเป็นอาหารของ
ปลวก เช่น กระดาษ เสื้อผ้า ไม่เว้นแม้กระทั่งปลอกหุ้มสายไฟบางชนิดที่มีส่วนผสมของเซลลูโลสที่คล้าย
โครงสร้างของเซลล์ไม้ ก็ถูกปลวกกัดแทะด้วยเช่นกัน
เพราะฉะนั้นเวลาเราเห็น "แมลงเม่า" เราควรรีบสำรวจบริเวณบ้านโดยรอบ เราต้องหาวิธีป้องกัน
กันไว้ดีกว่าแก้
วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม 2545
- " วิธีป้องกันปลวกอย่างไรให้ได้ผลดี"
ปลวกที่เข้ามากัดกินบ้านและทรัพย์สินของท่านสามารถป้องกันได้ด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกัน
ปลวกได้ด้วย 2 วิธีด้วยกันคือ
วิธีการใช้ผลิตภัณฑ์เทราดบนพื้นดิน ขณะที่บ้านกำลังก่อสร้าง ซึ่งได้ผล 80-85
% เพราะ ผลิต
ภัณฑ์จะซึมลงไปในดิน ทำให้เกิดการสร้างแผ่นสารเคมีขึ้น และไม่ทำให้เกิดช่องว่างสำหรับปลวกได้
วิธีที่สองคือ การใช้ผลิตภัณฑ์วิธีฉีดสารเคมีลงใต้ดิน แต่ผลที่ได้อาจทำให้เกิดการเจือจางของ
ผลิตภัณฑ์ป้องกันปลวก เนื่องจากการสร้างแผ่นของผลิตภัณฑ์ป้องกันปลวกมีความหนาไม่มากพอที่จะ
ป้องกันปลวก อาจทำให้ปลวกเล็ดลอดขึ้นมาได้
สิ่งที่ควรคำนึงในการที่จะใช้ผลิตภัณฑ์ในการป้องกันปลวกให้ได้ผลดี ควรศึกษาข้อปฏิบัติของ
อัตราส่วนของปริมาณผลิตภัณฑ์ที่ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพของพื้นที่ ที่จะทำการก่อสร้างบ้าน
การใช้ผลิตภัณฑ์ในการป้องกันปลวกสามารถป้องกันได้นานเกินกว่า 5 ปี
วันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคม 2545
- " ป้องกันปลวกอย่างไรให้ได้ผลดีทำอย่างไร"
ผลิตภัณฑ์ป้องกันปลวกที่เหมาะกับบ้านเรา จะเลือกวิธีป้องกันปลวกอย่างไรให้ได้ผลดี
ก็จาก
การไปปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญเรื่องเกี่ยวกับบ้านแนะนำว่า "ก่อนเทราดผลิตภัณฑ์"
ควรเก็บเศษไม้ออกจากบริเวณที่กำลังก่อสร้าง หลังจากนั้นจึงทำการปรับลักษณะผิวดินให้เรียบ
ร้อย แล้วสำรวจดูว่าบริเวณส่วนใดของบ้านที่มีความชื้นซึ่งปลวกมักชอบสภาพอากาศแบบนั้น
และสิ่งที่สำคัญคือ ควรทำการวางแผนว่าจะทำการฉีดหรือราดผลิตภัณฑ์กำจัดปลวกอย่างไร
เพื่อไม่ให้เกิดการเหยียบย่ำไปบริเวณที่ฉีดเสร็จแล้วอีกด้วย
หลังจากที่เทราดหรือฉีดด้วยผลิตภัณฑ์ป้องกันปลวก ควรทำการปูด้วยแผ่นพลาสติกลงไปทันที
เพื่อป้องกันการเกิดความชื้นใต้ดินที่เกิดขึ้นกับบ้าน
สำหรับบ้านที่ใช้พื้นทำจากแผ่นสำเร็จ บริเวณคานเมื่อเทราดหรือฉีดผลิตภัณฑ์ป้องกันปลวกแล้ว
ควรปูด้วยแผ่นพลาสติก ควรเทปูนบางๆ บริเวณแผ่นพลาสติกทับอีกที เพื่อเป็นการป้องกันรอยเท้าสัตว์
เลี้ยงและหนู
แล้วโครงสร้างบ้านของเราที่เป็นโครงสร้างไม้ เราจะมีวิธีป้องกันปลวกอย่างไร
ก็ใช้ผลิตภัณฑ์รักษาเนื้อไม้ ทาบริเวณโครงสร้างเป็นไม้
วันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2545
- " ป้องกันปลวกบริเวณใต้ดินรอบๆ บ้านควรทำอย่างไร"
หลังจากเทราดด้วยผลิตภัณฑ์ป้องกันปลวกแล้ว เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะได้ผลดี
เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าบ้านจะไม่เกิดปัญหาเกี่ยวกับปลวกขึ้น และไม่เกิดช่องว่างของแผ่น
สารเคมีในผลิตภัณฑ์ป้องกันปลวก ควรตรวจสอบบริเวณของขอบคาน ใต้พื้นห้องที่มีความชื้นสูง
เพราะ
ปลวกชอบอาศัย
บริเวณรอบๆ บ้าน ควรทำการขุดดินบริเวณรอบบ้านลึก 30 เซนติเมตร กว้าง 30 เซนติเมตร
เทราดด้วยผลิตภัณฑ์ป้องกันปลวก ตามอัตราส่วนที่ระบุไว้ข้างผลิตภัณฑ์ แล้วกลบดินกลับลงไปให้เหมือน
เดิม ควรทำซ้ำกันทุก 1-2 ปี
ที่ต้องทำซ้ำกันเนื่องจากว่าดินบริเวณรอบบ้าน อาจเกิดการเคลื่อนตัวไปที่อื่นได้
ซึ่งจะไม่เหมือน
กับบริเวณดินใต้พื้นบ้านที่มีการยึดเกาะของผิวดินและผลิตภัณฑ์กำจัดปลวกที่ได้ผลนานกว่า
เข้าใจแล้วว่าต้องทำแบบนี้นี่เอง ถึงจะแน่ใจว่าบ้านของเราจะไม่ถูกเจ้าปลวกตัวร้ายพวกนี้เข้ามา
ทำลาย
วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน 2545
- " ป้องกันปลวกอย่างไรหากบ้านเสร็จแล้วแต่ไม่ได้ป้องกันปลวก"
สบายใจได้หากบ้านของเราที่กำลังสร้างจะไม่ต้องหนักใจเรื่องปัญหาปลวก เพราะหากว่าบ้าน
สร้างเสร็จแล้ว จะทำการป้องกันทีหลังไม่ใช่เรื่องง่าย
หากว่าบ้านสร้างเสร็จแล้ว การป้องกันปลวกใต้ดินจะทำได้ยาก เนื่องจากว่าเจ้าของบ้านจะต้อง
ระมัดระวังปลวกเฉพาะจุดให้มาก เพราะถ้าหากไม่พบร่องรอยของปลวกในบ้านก็ยังพอมีเวลาหาทาง
ป้องกันได้
ถ้าหากบริเวณพื้นบ้านมีการเทพื้นติดกับดิน ควรใช้วิธีเจาะรูบริเวณพื้นให้ทะลุถึงชั้นดิน
เพื่อนำ
เอาผลิตภัณฑ์ป้องกันปลวกอัดลงไปในรูที่ทำการเจาะ ด้วยเครื่องอัดน้ำยาที่แรงดันน้อยที่สุด
โดยมีความ
ห่างของรูที่เจาะแต่ละรูประมาณ 30 เซนติเมตรต่อรู
บ้านที่เป็นพื้นสำเร็จวางบนคาน ที่มีช่องว่างสำหรับคนลอดเข้าไปได้ ก็ควรทำการเทราดหรือฉีด
ด้วยผลิตภัณฑ์ป้องกันปลวก แล้วอย่าลืมเก็บเศษไม้ออกมาด้วย หากบริเวณนั้นคนไม่สามารถลอดเข้าไป
ได้ ก็ควรศึกษาแบบแปลนของพื้นบ้านอย่างละเอียดว่ามีช่องว่างบริเวณใดที่สามารถใช้ท่อผลิตภัณฑ์ป้อง
กันปลวกสอด เพื่อทำการฉีดน้ำยาลงไปให้ทั่วบริเวณใต้พื้นบ้าน
บ้านใต้ถุนสูง ควรทำการขุดรอบเสาแล้วเทราดด้วยผลิตภัณฑ์ป้องกันปลวก แล้วกลบดินที่ขุดให้
เหมือนเดิม ควรป้องกันทุก 1-2 ปี หรือใช้วิธีฉีดพ่นด้วยเครื่อง จำเป็นต้องฉีดซ้ำทุกๆ
2-3 เดือน
ยุ่งยากจัง ถ้าบ้านสร้างเสร็จแล้ว แต่ไม่ได้เทราดผลิตภัณฑ์ป้องกันปลวกไว้ก่อน
ใช่แล้ว เพราะผลที่ได้ก็แตกต่างกันมากด้วย
วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน 2545
- " สารเคมีป้องกันปลวกใต้ดินได้นานกี่ปี"
หลายท่านคงอยากจะทราบว่า เมื่อเราเทราดหรือฉีดผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆ ในการป้องกันปลวกใต้
ดินกับบ้านของท่านนั้น จะสามารถป้องกันปลวกได้นานกี่ปี
เมื่อเทราดหรือฉีดพื้นด้วยผลิตภัณฑ์ป้องกันปลวกที่เป็นพิษต่อปลวก จะสามารถป้องกันปลวกใด้
นานกี่ปีนั้น ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบที่สำคัญคือ คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ที่ใช้มีความคงทนต่อความร้อนระอุ
ของดิน ไม่ละลายน้ำ และทนต่อการชะล้างของน้ำได้ดี
ส่วนการเปลี่ยนแปลงของดินในบริเวณใต้บ้านก็มีส่วนสำคัญ หากเกิดการยุบตัวบริเวณคอคาน
ดินที่กั้นไว้ พบรอยแตกร้าวของดิน เมื่อดินมีสภาพแข็งตัว เกิดการพัดพาของน้ำท่วม
ดังนั้นหากเจ้าของบ้านระมัดระวังการใช้สารเคมีป้องกันปลวกใต้ดินตามข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์
ป้องกันปลวกกำหนด ซึ่งสามารถป้องกันปลวกได้นานเกินกว่า 5 ปี
แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่า ผลิตภัณฑ์ในการป้องกันปลวกที่เราเลือกใช้ได้ผลดีจริง
มันก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์ที่เลือกใช้เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่ที่ว่าเจ้าของบ้าน
มีการดูแลเอา
ใจใส่บ้านของตนเองมากน้อยแค่ไหน หมั่นตรวจตราและศึกษาวิธีป้องกันแก้ไขโดยตลอด
วันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน 2545
- " การสำรวจตรวจตราการรุกรานของปลวก"
หากสังเกตุเห็นพวกแมลงเม่าที่บินช่วงตอนกลางคืน ที่ตอนแรกคิดว่าเป็นมดมีปีก แต่ดูดีๆ
แล้ว
เป็นปลวกมีปีก แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าบ้านของเรามี "ปลวก" มาอาศัยอยู่
การตรวจหาการเข้าทำลายของปลวกแบบทั่วๆ ไป ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนยุ่งยากเลย
เริ่มจากการเดินสำรวจบริเวณรอบๆ บ้าน และที่ที่คาคว่าว่าจะพบปลวกเช่น บริเวณต้นไม้ใหญ่ที่
อยู่รอบบ้าน ควรสำรวจบริเวณผิวนอกของต้นไม้ว่ามีรอยแตกหรือไม่ หรือใช้ไขควงเคาะฟังเสียงดูว่าเสียง
ไม้ยังมีเนื้อแน่นดีอยู่
ภายในบ้าน ให้เริ่มสำรวจจากชั้นบนก่อน ในบริเวณฝ้าที่เปิดได้ ควรใช้ไฟฉายส่องดู
บริเวณมุมตู้
เสื้อผ้า หนังสือต่างๆ แนวขอบวงกบประตู หน้าต่าง ขอบบัว ราวบันได ด้วยการสุ่มเคาะฟังเสียง
ทำการ
พลิกดูข้างใต้ บริเวณตู้ต่างๆ ที่โครงสร้างเป็นไม้ รวมไปถึงอุปกรณ์ที่มีส่วนผสมของเซลลูโลส
ที่คล้ายโครง
สร้างของเซลล์ไม้
เมื่อตรวจพบว่ามีปลวกให้ทำเครื่องหมายไว้ ให้นำผลิตภัณฑ์กำจัดปลวก ฉีดจากปลายจุดที่ปลวก
กำลังทำลายจนถึงจุดที่เข้าบ้าน นั่นก็แสดงว่าถึงเวลาที่เราจำเป็นต้องทำการอัดน้ำยาป้องกันปลวกเข้าไปอีก
ครั้ง หลังจากที่เราเคยทำมาแล้วขณะก่อสร้าง
ปลวกนี้ร้ายจริงๆ เสร็จงานนี้ต้องหาเวลาว่างๆ ตรวจตราบ้านบ่อยๆ แล้ว
วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม 2545
- " จะป้องกันปลวกใต้ดินอย่างไร ถ้าบ้านสร้างเสร็จแล้ว
โดยไม่ใช้สารเคมีเทราดพื้นในขณะก่อสร้าง"
ถ้าเราเทราดสารเคมีป้องกันปลวกใต้ดินไม่ทันตอนที่สร้างบ้าน เราจะทำตอนสร้างบ้านเสร็จ
แล้วได้ไหม
ในฉลากผลิตภัณฑ์ก็เขียนไว้ว่าสามารถทำได้เหมือนกัน แต่ทางที่ดีเราให้ช่างมาทำก่อนเทพื้นปูน
จะดีกว่า เพราะจะได้ไม่ยุ่งยาก
ถ้าบ้านสร้างเสร็จแล้ว การป้องกันปลวกใต้ดินจะทำยากขึ้น เจ้าของบ้านอาจต้องแก้ปัญหาด้วย
ตัวเองไม่ได้ จึงจำเป็นจะต้องเรียกใช้บริษัทรับจ้างกำจัดแมลงที่มีเครื่องมือพร้อม
และมีความชำนาญมาก
กว่า ซึ่งจะช่วยป้องกันปลวกหลังก่อสร้างได้ผลดียิ่งขึ้น
ถ้าพื้นบ้านเป็นการเทพื้นปูติดกับพื้นดิน ต้องเจาะพื้นจนทะลุถึงชั้นดินแล้วอัดสารเคมีป้องกัน
ปลวกด้วยเครื่องอัดน้ำยาที่มีแรงดันต่ำ อัดน้ำยาอย่างช้าๆ เพื่อให้ตัวยากระจายตัวออกด้านข้าง
ไม่ พุ่งดิ่ง
ลึกลงไปเป็นแนวตั้ง การพิจารณาความถี่ของรูที่จะเจาะถูกกำหนดตามความเหมาะสมของสถานที่
ยิ่งฉีด
อัดน้ำยาแต่ละรูห่างกันมากเท่าไร อัตราความได้ผลก็ลดลง หรือความเสี่ยงที่ปลวกจะเข้าได้ก็เพิ่มขึ้นเป็น
ลำดับ
ถ้าเป็นพื้นแบบแผ่นสำเร็จวางบนคาน อาจตรวจดูว่าดินยุบตัวลงจนช่องว่างระหว่างพื้นบ้าน
และพื้นดินมีมากพอพอจะให้คนลอดเข้าไปเก็บเศษไม้ที่อาจหลงเหลืออยู่และเทราดหรือฉีดตัวยาได้
หรือไม่ ถ้าช่องว่างมีไม่มากและมีแบบแปลนใต้พื้นบ้านละเอียดพอ อาจใช้วิธีการเจาะผนังด้านข้าง
จากนั้นจึงสอดท่อฉีดสารเคมีผ่านเข้าไปให้ทั่ว
กรณีบ้านใต้ถุนสูง ควรขุดหลุมรอบเสาแล้วเทราดน้ำยาในร่องรอบเสา และราดน้ำยาบนดิน
ที่ขุดขึ้นมา ก่อนกลบกลับลงไปอย่างเดิม ควรทำซ้ำทุกๆ 1-2 ปี และควรใช้ผลิตภัณฑ์กำจัดปลวก
ด้วย
วิธีฉีดพ่นรอบๆ ผิวเสา และผิวใต้พื้นบ้านให้ทั่ว ฉีดซ้ำทุก 2-3 เดือน
ถ้าราดสารเคมีป้องกันปลวกไม่ทันขณะก่อสร้าง การป้องกันปลวกหลังก่อสร้างแม้ว่าจะได้ผล
ก็คงน้อยลงไปบ้าง ก็สมควรจะต้องทำเพราะเป็นการลดความเสี่ยงลงได้มากกว่า 60 %
เทียบกับมูลค่า
ทรัพย์สินที่อาจหายแล้วถือว่าคุ้มประโยชน์
วันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม 2545
- " สารเคมีป้องกันปลวกใต้ดิน จะป้องกันปลวกได้นานกี่ปี"
เราจะทราบได้อย่างไรว่าผลิตภัณฑ์ที่เราเลือกใช้ในการป้องกันปลวกได้ผลดีจริง
สิ่งสำคัญมันอยู่ที่ผลิตภัณฑ์ที่เราเลือก และเจ้าของบ้านก็ควรดูแลเอาใจใส่ หมั่นสำรวจดูแล
บริเวณรอบๆ บ้านของตนเองด้วย
การป้องกันปลวกให้ได้ผลนานกี่ปีนั้นขึ้นอยู่องค์ประกอบ คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ที่เลือกใช้
ต้องทนความร้อนระอุของดิน ไม่ละลายน้ำและทนต่อการชะล้างของน้ำได้ดี
นอกจากองค์ประกอบคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์กำจัดปลวกแล้ว ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของ
สภาพดินบริเวณใต้บ้าน เช่น ผิวดินที่มีตัวยาเกาะอยู่เกิดการยุบตัวลอดใต้คานคอดินที่กั้นไว้ออกไป
การ
เกิดรอยแตกแยกเมื่อดินแข็งตัว สภาพความรุนแรงของน้ำท่วมที่พัดพาเม็ดดินที่มีตัวยาเกาะหายไป
เมื่อเจ้าของบ้านระมัดระวังการใช้สารเคมีป้องกันปลวกใต้ดิน ตามข้อกำหนดอย่างดีแล้ว
โดย
เฉลี่ยควรมีอายุในการป้องกันใต้ดิน ตามข้อกำหนดอย่างดีแล้ว โดยเฉลี่ยควรมีอายุในการป้องกันนาน
เกินกว่า 5 ปี โดยอ้างอิงจากผลการทดสอบภาคสนามของนักวิชาการกรมป่าไม้
ทั้งนี้มิได้หมายความว่าการป้องกันจะได้ผล 100 % ตลอดเวลา ในช่วงต้นๆ สารเคมีจะลด
ความเสี่ยงจากปลวกใต้ดินได้ 80-85 % เมื่อเวลายาวนานขึ้นกับความเสี่ยงที่ปลวกจะเข้าบ้าน
จะเพิ่ม
สูงขึ้นอยู่กับองค์ประกอบการเปลี่ยนแปลงของดินใต้บ้าน
เจ้าของบ้านควรพึงระลึกเสมอว่า "ผลิตภัณฑ์ป้องกันปลวก" จะอยู่ทนทานแค่ไหนก็ไม่มีความ
หมาย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหมั่นสำรองร่องรอยของปลวก และฉีดหรือเทราดผลิตภัณ์กำจัดปลวกเพิ่มเติม
ตามความเหมาะสม
วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม 2545
- "การสำรวจตรวจตราการรุกรานของปลวก"
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าบ้านของเรามี "ปลวก" มายึดหรือยัง
เราต้องหมั่นสำรวจตรวจดูในส่วนที่เป็นไม้ของบ้านทั้งภายในและภายนอกบ้านว่ามีปลวกเข้ามา
กัดกินหรือเปล่า
การสำรวจตรวจหาการเข้าทำลายของปลวกแบบทั่วไป ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนยุ่งยากหรือต้องใช้
เวลามากมาย สิ่งที่ควรเตรียมในการสำรวจคือ ไขควงเล็กหรือมีดพับ สมุดพก ปากกาสำหรับจดบันทึก
ตำแหน่งที่พบปลวก และควรเตรียมไฟฉายสำหรับส่องบริเวณที่แสงเข้าไม่ถึง
ควรเริ่มสำรวจบริเวณรอบนอกของบ้าน ตามบริเวณกองเศษใบไม้ กิ่งไม้ที่ทับถมทิ้งไว้เป็น
เวลานาน ลังไม้ กล่องไม้ โดยเฉพาะบริเวณบ้านมีกิ่งไม้ระกำแพงหรือหลังคาบ้าน ควรทำการตัดแต่งกิ่ง
ให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้มดปลวกใช้กิ่งไม้ที่ระกำแพงเป็นทางเดินเข้าบ้านได้
สำหรับบริเวณภายในบ้าน ควรเริ่มจากชั้นบนบ้านก่อน บริเวณฝ้าที่สามารถเปิดได้ควรเปิด
แล้วใช้ไฟฉายส่องดู บริเวณมุมตู้เสื้อผ้าที่วางเสื้อผ้าที่ไม่ค่อยได้ใช้มานาน
ควรจับพลิกดูด้านล่าง บริเวณ
กองหนังสือเก่าๆ บริเวณหลังและใต้ตู้ไม้ ราวบันได แนวของวงกบและขอบบัว โดยเฉพาะบริเวณใกล้
ห้องน้ำ โดยสำรวจไล่เรียงลงมาตามชั้นต่างๆ ด้วยวิธีการเคาะฟังเสียงเป็นบางจุด
เมื่อตรวจพบเส้นทางเดินของปลวก ควรผสมผลิตภัณฑ์ป้องกันปลวกกับน้ำ ในอัตราส่วนแบบ
เจือจาง ฉีดที่จุดปลายที่ปลวกกำลังทำลายและไล่ลงถึงจุดที่เข้าบ้าน โดยฉีดคลุมบริเวณห่างจากเส้นทาง
เดินปลวกประมาณ 1-2 เมตร
เมื่อตรวจพบเส้นทางเดินของปลวก ถ้าตรงปลายมีสีคล้ำออกดำและยังมีความชื้นอยู่แสดงว่า
เพิ่งสร้างเสร็จไม่นาน หากปลายอุโมงค์แห้งและมีสีจางๆ แสดงว่ามีมานานแล้ว และถ้ายังไม่มรอยแตก
รอยแยกก็แสดงว่าเป็นเส้นทางที่ปลวกใช้งานอยู่ ควรกำจัดปลวกโดยกำจัดทั้งหมดในคราวเดียว
เพื่อ
ป้องกันปลวกกระจายไปสู่จุดอื่น
วันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม 2545
- "ตางรางการตัดสินใจระดับที่ควรจะจัดการรุกรานของปลวก"
เราจะรู้ได้ยังไงว่าเมื่อไหร่จะถึงเวลาที่ต้องอัดน้ำยาป้องกันปลวกใต้พื้นบ้านใหม่อีกครั้ง
แม้ว่าบ้านเราจะเทราดสารเคมีป้องกันปลวกในขณะที่บ้านกำลังก่อสร้าง เมื่ออยู่หลายปีแล้ว
เราสำรวจบริเวณรอบบ้าน ถ้าพบปลวกเริ่มเข้ามาจะตัดสินใจอย่างไรดี
บ้านที่มีการป้องกันปลวกขณะก่อสร้างหรือหลังก่อสร้าง หากพบเส้นทางใหม่ของปลวกในบ้าน
ที่ไม่มีตัวปลวกอยู่ ถ้าเคยราดหรืออัดน้ำยาลงพื้นมาก่อนแล้วก็พอจะมีเวลารอดูยังไม่ต้องอัดฉีดซ้ำ
การตัดสินใจในการฉีดอัดน้ำยาป้องกันปลวกลงใต้พื้นบ้านหรือไม่นั้น ให้ดูตาราง
ดังนี้
ในช่องที่ 1 ถึง 7 ที่มีรูปดาวอยู่นั้น เมื่อพบเส้นทางใหม่ของปลวกใต้บ้านเป็นกรณีที่ควรจะต้อง
ทำการอัดน้ำยาป้องกันปลวกลงใต้พื้นบ้าน ถ้าเคยทำแล้วก็ควรทำซ้ำใหม่
ส่วนกรณี 9,11,13 และ 15 ที่มีรูปนาฬิกา แนะนำว่าถ้าเป็นบ้านที่มีราคาแพงยิ่งสมควรจะฉีด
อัดน้ำยาซ้ำ หรือจับตาสำรวจดูให้ถี่ขึ้นก็ได้
ส่วนช่อง 8,10,12,14,16,17 และ 18 ยังใจเย็นได้ ไม่ต้องทำอะไร เพียงแต่สำรวจเป็นระยะ
ตามปกติ
ตัวอย่างเช่น...เราสำรวจเห็นเส้นทางปลวกใหม่ๆ นอกตัวบ้านแต่ไม่พบร่องรอยอะไรเลยในบ้าน
จะตกที่ 13 หรือ 14 ถ้าเคยทำการราดพื้นป้องกันปลวกก่อนการก่อสร้างด้วยน้ำยาป้องกันปลวกลงดินแล้ว
จะเข้าข่ายช่อง 14 ซึ่งยังไม่ต้องทำอะไร แต่ถ้าไม่เคยทำการป้องกันปลวกเลยจะเป็นกรณีช่อง
13 คือ คำ
แนะนำว่าควรทำการอัดน้ำยาป้องกันปลวกลงไป และต้องระแวดระวังมากขึ้นหรือจะใช้วิธีเฝ้าระวังสำรวจ
ถี่ขึ้นก็ได้
เจ้าของบ้านควรสำรวจเฝ้าระวังการเข้าทำลายของปลวกเป็นระยะ ในช่วงที่เห็นแมลงเม่ามาตอม
ไฟตอนกลางคืน หรือพบปลวกที่เข้ามาทำลายบริเวณบ้านใกล้เคียง เพื่อที่จะได้ตัดสินใจแก้ไขปัญหาได้
ตรงจุด และความเหมาะสมกับความเสี่ยง
วันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน 2545
- "ทำอย่างไรเมื่อพบปลวกในบ้านหรือบริเวณใกล้ๆ
บ้าน"
เมื่อเราเจอปลวกภายในและรอบๆ บริเวณบ้านควรทำอย่างไร
เราอาจต้องโทรเรียกให้บริษัทกำจัดปลวกเข้ามาช่วยตรวจสอบและให้คำแนะนำ
การแก้ปัญหาปลวกที่เกิดขึ้นกับบ้านนั้น หากสัญญาการประกันการกำจัดปลวกยังไม่หมด
เมื่อพบ
ปลวกในบ้านต้องตามบริษัทมาตรวจสอบ ดังนั้นการเลือกบริษัทรับจ้างกำจัดปลวกนั้น
จะได้ผลดีกว่าการทำ
การกำจัดปลวกด้วยตนเอง เพราะบริษัทกำจัดปลวกที่ดีนั้น มีความชำนาญงาน และมีความพร้อมของ
อุปกรณ์ แต่บางครั้งอาจจะต้องยับยั้งปัญหาปลวกเฉพาะหน้าด้วยตนเอง เพื่อไม่ให้เสียหายลุกลาม
การแก้ปัญหาด้วยตนเอง เมื่อพบความเสียหายที่เกิดขึ้นจากปลวกกับเฟอร์นิเจอร์ไม้
ถ้ายังมีสภาพ
แข็งแรง ยังใช้งานต่อไปได้ ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์กำจัดปลวกชนิดสเปรย์ โดยใช้วิธีการสอดก้านฉีดเข้าตาม
ผิวไม้ โดยกดฉีด 1-2 ครั้ง หากจำเป็นอาจต้องใช้ตะปูเข็มเจาะผิวไม้เพื่อสอดก้านฉีดเข้าไป
และเลือกใช้
ผลิตภัณฑ์กำจัดปลวกสูตรน้ำผสมน้ำแบบเจือจาง โดยการฉีดพ่นจุดที่ปลวกเข้าบ้านอีกครั้ง
และฉีดคลุมพื้น
ที่โดยรอบห่างออกไป 5-10 เมตร
ในกรณีที่เป็นบ้านเดี่ยว ให้ขุดร่องโดยสูตรน้ำรอบบ้านกว้าง 30 เซนติเมตร ลึก
3.0 เมตร แล้วใช้
ผลิตภัณฑ์กำจัดปลวกผสมน้ำแบบเข้มข้น ใช้ฝักบัวรดน้ำต้นไม้ราดบนดินที่ขุดขึ้นมา
3 ลิตร ต่อความยาว
1 เมตร ราดน้ำในร่อง 3 ลิตรต่อความยาวร่อง 1 เมตร จากนั้นกลบกลับอย่างเดิม
การกำจัดปลวกที่เข้าบ้าน เจ้าของบ้านจะตัดสินใจทำเองก็ได้ ขึ้นอยู่กับความขยัน
ความจำเป็นและ
ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยผลิตภัณฑ์กำจัดปลวกแบบสเปรย์
จะต้องระวังสังเกตุ
ในจุดที่ใกล้เคียงอย่างใกล้ชิด อาจจะต้องขับเคี่ยวกันหลายครั้ง จึงจะกำจัดปลวกได้สำเร็จ
วันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน 2545
- " งดออกอากาศ"
วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน 2545
- " งดออกอากาศ"
วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน 2545
- "การป้องกันปลวกใน ห้องแถว ทาวน์เฮ้าส์ บ้านแฝด
ควรทำอย่างไร"
การป้องกันปลวกในห้องแถว ทาวน์เฮาส์หรือบ้านแฝด ที่มีผนังติดกับเพื่อนบ้าน และถ้าเป็นห้อง
ใต้ดิน จะมีวิธีป้องกันปลวกอย่างไร
ทางที่ดีที่สุด เจ้าของบ้านที่มีผนังติดกันต้องป้องกันปลวกใต้ดินด้วย พร้อมๆ
กันจึงจะเกิดผลดี
ปัญหาเรื่องปลวกของห้องแถว ทาวน์เฮาส์ หรือบ้านแฝด ที่สร้างแบบมีผนังด้านหนึ่งหรือสอง
ด้านร่วมกัน การป้องกันปลวกขณะก่อสร้างทุกๆ หลัง จะช่วยลดปัญหาปลวกได้ แต่ถ้าบ้านที่อยู่ติดกันไม่
ได้ป้องกันปลวกแล้วละก็ ความเสี่ยงเรื่องปลวกก็จะมีมากขึ้น เพราะปลวกสามารถลอดขึ้นมาจากใต้บ้าน
ข้างๆ และเดินตามรอยแตกของกำแพงบ้านเข้าบ้านของเราได้
กรณีที่บ้านใผนังติดกับบ้านข้างๆ ไม่ว่าจะมีการป้องกันปลวกก่อนหรือหลังก่อสร้าง
ก็ควรใช้
มาตรการระวังเฉพาะจุดที่เป็นไม้ด้วย โดยการทาบริเวณโครงสร้างที่เป็นไม้ด้วยผลิตภัณฑ์ทารักษาเนื้อไม้
และใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันปลวกใต้ดินสูตรน้ำที่ไม่มีกลิ่นผสมน้ำแบเจือจางฉีดพ่นบางๆ
บริเวณใต้ชั้นวาง
หนังสือ บริเวณที่เก็บกองกระดาษ กองไม้
สำหรับห้องใต้ดิน จะต้องฉีดผลิตภัณฑ์กำจัดปลวกบริเวณหน้าดินที่สัมผัสห้องใต้ดินทุกด้านให้
มีความหนาของชั้นผลิตภัณฑ์กำจัดปลวกประมาณ 3 เซนติเมตร
ส่วนคอนโดมิเนียมที่อยู่สูง อาจจะมีปลวกรบกวนได้เช่นกันในบริเวณเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นไม้
การ
ป้องกันทำได้ด้วยมาตรฐานการระวังเฉพาะจุดที่เป็นไม้ การป้องกันทำได้ด้วยมาตรฐานการระวังเฉพาะจุด
ที่เป็นไม้ ก่อนทาสีและใช้สารเคมีป้องกันปลวกที่เป็นสูตรน้ำไม่มีกลิ่น ผสมน้ำแบบเจือจางฉีดพ่นบางๆ
ใต้ชั้นวางหนังสือหรือที่เก็บกระดาษ
การใช้ผลิตภัณฑ์รักษาเนื้อไม้และสารเคมีพ่นกำจัดปลวก ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการขึ้น
ทะเบียนผลิตภัณฑ์จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเท่านั้น จึงจะรู้ว่าสินค้านั้นมีความปลอดภัย
ตามการใช้ที่ระบุในฉลาก
วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน 2545
- " ความปลอดภัยในการใช้สารเคมีกำจัดปลวกและแมลง"
เวลาที่เราใช้น้ำยาป้องกันปลวกใต้ดินราดใต้บ้าน มันจะตกค้างหรือเป็นอันตรายต่อเราหรือไม่
จริงๆ แล้วน้ำยาป้องกันปลวกที่ดีต้องตกค้างอยู่ใต้พื้นบ้านหลังจากที่เราใช้ ถึงจะป้องกัน
ปลวก
ไม่ให้รุกเข้าบ้านเราได้ เพราะฉะนั้นเราต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดี จะได้มั่นใจในเรื่องความปลอดภัย
การเทราดสารเคมีเพื่อป้องกันปลวก จำเป็นต้องเลือกใช้สารเคมีที่มีฤทธิ์ตกค้างอยู่ใต้พื้นบ้าน
นานหลายปี เพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่ต้องทำซ้ำบ่อยๆ ในทางตรงข้ามหากสารเคมีที่มีฤทธิ์อยู่ได้นานหลาย
สิบปี ก็ไม่ควรนำมาใช้ เพราะอาจไม่สลายตัว เมื่อบ้านถูกรื้อไปแล้ว สารเคมีที่ตกค้างอยู่กับดินใต้บ้าน
อาจ
ปนเปื้อนเข้าสู่สภาพแวดล้อม สะสมอยู่ในพืชหรือสัตว์เข้าสู่ห่วงโซ่อาหารย้อนกลับมาสู่คนได้ในที่สุด
ความเสี่ยงของผู้อยู่อาศัยจากการใช้สารเคมีกำจัดแมลงขึ้นอยู่กับค่าความปลอดภัยของสารเคมีที่
เลื่อกใช้ และปริมาณที่มีโอกาสสัมผัส การใช้สารป้องกันปลวกแบบเทราด หรือฉีดพ่นใต้บ้าน
ก็เพราะต้อง
การให้ตัวยาอยู่นานหลายปี จึงต้องเผื่อความเข้มข้นไว้ให้สูงกว่าการใช้ยาฆ่าแมลงทั่วๆ
ไป 200 ถึง 300
เท่า นอกจากนั้นควรระวังไม่ให้ตัวยาไหล หรือกระเซ็นลงบ่อน้ำหรือบ่อเลี้ยงปลาในบริเวณใกล้เคียง
เพราะ
การปนเปื้อนเพียงเล็กน้อยอาจทำให้สัตว์น้ำตายเป็นจำนวนมาก
การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสูตรการผลิตที่ดี จะช่วยลดความเสี่ยงอันตรายของสารกำจัดแมลง
ที่
สำคัญต้องระวังไม่ให้ตัวยากระจุกอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง หรือบางจุดมีตัวยาน้อยเกินไป
เพราะจะทำให้ประสิทธิ
ภาพตัวยาโดยรวมลดลงไปด้วย
ถึงแม้ว่าสารป้องกันและกำจัดแมลงรุ่นใหม่ๆ จะปลอดภัยต่อมนุษย์และสัตว์มากขึ้น
แต่ก็ยังต้อง
ใช้ด้วยความระมัดระวังตามข้อบ่งใช้บนฉลาก การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้
และได้รับการ
ขึ้นทะเบียน อย. ก็แน่ใจได้ว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆ ได้รับการตรวจสอบความถูกต้อง เชื่อถือได้
ลดความเสี่ยง
จากการใช้จนอยู่ในระดับที่เยกว่าปลอดภัย
วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฏาคม 2545
- " ความปลอดภัยในการใช้สารเคมีกำจัดปลวกและแมลง"
การป้องกันปลวกใต้ดิน นอกจากวิธีเทราดน้ำยา หรือฉีดพ่นใต้พื้น มีวิธีอื่นให้เลือกหรือไม่
ก็เคยได้ยินมาเหมือนกันว่า บางคนใช้วิธีวางท่อ ใช้เหยื่อล่อ หรือวางชั้นกรวดกั้น
แต่ไม่รู้เหมือน
กันว่าแตกต่างกันอย่างไร จะได้ผลดีเหมือนกับการเทราดหรือฉีดพ่นน้ำยาใต้บ้านบ้านหรือเปล่า
การป้องกันปลวกใต้ดินแต่ละวิธี มีความเหมาะสมกับสภาวะและพื้นที่แต่ละประเทศแตกต่าง
กันไป เช่น ประเทศที่อบอุ่นที่มีปลวกไม่มากนัก อาจพอใจกับการใช้เหยื่อล่อ หรืออาจใช้วิธีวางชั้นกรวด
เพราะมีเศษกรวดขนาดเหมาะสม และราคาไม่แพงนัก พื้นที่ใต้บ้านเป็นดินแข็งไม่ทรุด
ส่วนการวางท่อ
นั้นไม่ใช่การป้องกัน แต่เป็นวิธีช่วยเติมน้ำยาป้องกันปลวกให้สะดวกมากขึ้น
การวางท่อตามแนวใต้พื้นบ้าน จะช่วยให้การฉีดน้ำยาคลุมใต้พื้นบ้าน หลังจากวันที่เราเข้าอยู่
อาศัยแล้วสะดวกขึ้น เจ้าของบ้านสามารถฉีดยาป้องกันปลวกได้ในทุกๆ 2 ถึง 3 ปี การวางแนวท่อต้อง
ทดสอบให้รู้แน่ว่าครอบคลุมพื้นที่ใต้บ้านได้ทุกตารางนิ้ว นอกจากนั้นคุณภาพของหัวฉีดและข้อต่อจะต้อง
พอดี จนมั่นใจได้ว่าไม่มีปัญหา
ส่วนการใช้เหยื่อฝังรอบนอก เหมาะกับพื้นที่ที่มีปลวกไม่มากใต้พื้นบ้านสะอาดไม่มีเศษซากไม้
หรือกระดาษอื่นๆ ที่จะล่อปลวกแข่งกับเหยือ ซึ่งหากเป็นพื้นดินที่มีปลวกมากๆ อาจต้องเปลี่ยนเหยือที่ฝัง
บ่อยมากจึงจะได้ผล
อีกวิธีคือ การวางกรวด ต้องคัดขนาดไม่ใหญ่หรือเล็กกว่าตัวปลวก จากนั้นเทเป็นชั้นกรวด
หนา
5-10 ซม.ใต้บ้าน ปลวกจะไม่สามารถขนก้อนกรวดหรือลอดผ่านชั้นกรวดออกมาได้ ดังนั้นวิธีนี้จึงดูยุ่ง
ยาก และมีปัจจัยเสี่ยงที่จะไม่ได้ผลมาก แต่เป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด
ในบ้านเราการเทราดหรือฉีดพ่นน้ำยาป้องกันปลวกใต้พื้นบ้าน ยังคงเป็นวิธีที่คาดว่าจะได้ผลระยะ
ยาวดีกว่าวิธีอื่น ทั้งเรื่องความประหยัด สะดวก และความปลอดภัยโดยรวม
วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฏาคม 2545
- " ใช้สารเคมีป้องกันปลวกแล้ว ยังจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์รักษาเนื้อไม้อีกหรือไม่"
เมื่อเราใช้สารเคมีราดพื้นป้องกันปลวกแล้วยังจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์รักษาเนื้อไม้ทาไม้อีก
หรือไม่
เท่าที่รู้มาก็คือว่า ผลิตภัณฑ์รักษาเนื้อไม้มีตัวยาป้องกันเชื้อราทำลายไม้ แต่ว่าสารป้องกันปลวก
และแมลงกินไม้ที่มีมาด้วย จะเกินจำเป็นหรือเปล่า
ถึงแม้ว่าจะป้องกันปลวกใต้ดินอย่างดีแล้ว เรายังจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์รักษาเนื้อไม้ทาส่วนที่
เป็นไม้ของบ้านด้วย โดยเฉพาะบริเวณที่ไม้อาจได้รับความชื้น เช่น ไม้โครงเคร่าหลังคา
กรอบและบาน
ประตูหน้าต่าง เพราะว่าการทาไม้เพียงครั้งเดียว จะได้ทั้งตัวยาป้องกันเชื้อราทำลายไม้
และตัวยาป้องกัน
แมลงกินไม้ที่ไม่ได้มาจากใต้ดิน
การราดพื้นพื้นด้วยสารเคมีป้องกันปลวกใต้พื้นบ้านและการสร้างแนวกำแพงป้องกันปลวกรอบๆ
บ้าน ก็เพื่อป้องกันปลวกใต้ดินไม่ให้ขึ้นมาทำลายไม้ และวัสดุที่ได้จากไม้ เช่น
กระดาษ และผ้าที่ทำจากเส้น
ใยพืช แต่ที่ต้องทาไม้ด้วยผลิตภัณฑ์รักษาเนื้อไม้ ก็เพื่อให้ตัวยาซึมเข้าเนื้อไมเป็นเสมือนเกราะป้องกันไม้
จากปลวกไม้แห้งที่มีรังบนดิน และแมลงทำลายไม้อื่นๆ เช่น มอด ทั้งยังช่วยป้องกันเชื้อราและเห็ด
บางชนิด
ที่ทำให้ไม้เสียสภาพได้
การราดสารเคมีป้องกันปลวกใต้ดิน ใต้พื้นบ้าน เป็นวิธีป้องกันปลวกใต้ดินที่มีประสิทธิภาพดีที่
สุด ส่วนการทาไม้ด้วยผลิตภัณฑ์รักษาเนื้อไม้ ที่ทำควบคู่กันในระหว่างก่อสร้าง
จะช่วยให้ไม้มีอายุใช้งาน
ยาวนานมากขึ้น ประหยัดค่าใช้จ่ายที่จะต้องซ่อมแซมในภายหลัง
วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฏาคม 2545
- " การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์รักษาเนื้อไม้ที่ดี"
เราจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์รักษาเนื้อไม้ที่มีคุณภาพดีได้อย่างไร
ก่อนอื่นคือ เราต้องเลือกผลิตภัณฑ์รักษาเนื้อไม้ที่มีเลขทะเบียน อ.ย. และพิจารณาเลือกสี
ประกอบวิธีใช้บนฉลากว่าเหมาะสมกับสิ่งที่เราต้องการหรือไม่
เราควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์รักษาเนื้อไม้ที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องกับสำนักงานคณะกรรมการ
อาหาร
และยา เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นผลิตภัณฑ์รักษาเนื้อไม้ที่ดี คือ มีทั้งสารป้องกันเชื้อราและสารป้องกันแมลง
ทำลายไม้ จึงจะได้ประสิทธิภาพควบคู่ความปลอดภัย เมื่อเราใช้งานถูกต้องตามฉลาก
ผลิตภัณฑ์รักษาเนื้อไม้มีสารช่วยให้ตัวยาซึมเข้าใต้พื้นผิวไม้ลึกลงไปประมาณ 3
มิลลิเมตร จึง
ควรทาเมื่อประกอบไม้ขึ้นรูปเรียบร้อยแล้ว หรือทาหลังจากตัดแต่งเสร็จนำไปประกอบ
การตัดหรือขัดผิว
ไม้ภายหลังการทาไม้ด้วยผลิตภัณฑ์รักษาเนื้อไม้แล้ว อาจทำให้ผิวไม้เกิดช่องว่างที่ไม่มีตัวยา
นอกจากนี้
การทาไม้โครงหลังคาหรือเคร่าในผนัง ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์รักษาเนื้อไม้ที่มีสีเข้ม
เช่น สีน้ำตาลดำ หรือ
สีชา เพราะจะช่วยให้สังเกตุส่วนที่ทาเสร็จแล้วได้ง่าย และไม่จำเป็นต้องทาสีทับหน้า
เนื่องจากโครงเคร่า
จะมีไม้หรือวัสดุอื่นกันอยู่ด้านหน้า ไม่ถูกเช็ดถูหรือว่าถูกน้ำฝนชะล้างตัวยาบนผิวไม้ให้หลุดออกไป
ขณะ
ที่ใช้ผลิตภัณฑ์รักษาเนื้อไม้ที่มีสีเข้ม จะต้องระวังการหยดเปื้อนผิววัสดุอื่นๆ
เช่น หินอ่อน หรือหินขัด
เพราะรอยเปื้อนจะล้างออกยากมาก
สรุปก็คือ ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์รักษาเนื้อไม้ที่มีสีอ่อนหรือชนิดไม่มีสี เมื่อทาไม้ในส่วนที่เป็น
ผนังด้านนอกหรือว่าเฟอร์นิเจอร์ เพื่อไม่ให้สีของผลิตภัณฑ์รักษาเนื้อไม้รบกวนสีที่จะทาทับด้านหน้า
นอก
จากนี้ผลิตภัณฑ์รักษาเนื้อไม้ชนิดไม่มีสีจะแห้งเร็วกว่าชนิดสีเข้ม ทำให้ไม่ต้องเสียเวลารอนาน
ก่อนทาสี
อื่นทับอีกครั้ง
วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฏาคม 2545
- " ไม้ที่อบและอัดน้ำยาป้องกันแมลงและเชื้อรามาแล้ว
ต้องทาผลิตภัณฑ์รักษาเนื้อไม้
อีกหรือไม่"
ไม้ที่เขาอบและอัดน้ำยาป้องกันแมลงกับเชื้อรามาแล้วต้องทาผลิตภัณฑ์รักษาเนื้อไม้อีกหรือไม่
ไม้ที่อบแห้งดีแล้ว จะไม่แตกหรือว่าบิดเสียรูปหลังจากใช้งานไปแล้ว แต่ว่าการอัดน้ำยาป้องกัน
แมลงและเชื้อรานี่ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้ผลดีมากน้อยแค่ไหน
ไม้ที่จะนำมาใช้งานต้องแห้งสนิท เพื่อไม่ให้มีการยืดหรือหดตัวในภายหลัง ซึ่งจะทำให้ไม้แตก
หรือปริ เกิดร่องที่แมลงทำลายไม้หรือเชื้อราเข้าได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าผู้ผลิตไม้รับรองการอัดตัวยาป้องกันแมลง
และเชื้อรามาอย่างดีแล้ว เราไม่ต้องใช้ผลิตภัณฑ์รักษาเนื้อไม้ทาซ้ำอีกก็ได้
ไม้ที่ขายทั่วไปส่วนใหญ่ไม่ได้อบหรืออัดน้ำยารักษาเนื้อไม้มาก่อน ดังนั้นก่อนนำมาใช้งานควรผึ่ง
แดดแรงๆ ประมาณ 3-4 วัน แล้วค่อยขึ้นรูปใช้งานก่อนที่จะทาด้วยผลิตภัณฑ์รักษาเนื้อไม้
จะช่วยไม่ให้
แตกปริ เพราะการยืดหรือหดตัวของไม้ การทาไม้หรืออัดไม้ด้วยผลิตภัณฑ์รักษาเนื้อไม้อย่างทั่วถึงแล้ว
ไม่
ได้ป้องการบิดแตกของไม้ และรอยแตกบนไม้นี่เองที่จะกลายเป็นจุดอ่อนให้แมลงและเชื้อราเข้าไปทำลาย
เนื้อไม้ได้ ถ้าไม่ได้อัดน้ำยาอย่างดีมาแล้ว เจ้าของบ้านควรต้องตรวจดูความแห้งของไม้
และตรวจสอบชนิด
ของตัวยาป้องกันแมลง และเชื้อราที่ใช้อัดเข้าเนื้อไม้จากโรงงาน ถ้าเป็นประเภทที่ละลายน้ำได้
ก็ไม่ควรใช้
ไม้นั้นภายนอกอาคาร หากจำเป็นต้องใช้งานภายนอกอาคารก็ควรทาสีเคลือบก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยา
ถูกน้ำฝนชะล้างหายไป
การป้องกันปลวกจำเป็นต้องทำในขณะที่ปัญหายังไม่เกิด แต่ถ้าไม่แน่ใจว่าผู้ผลิตไม้ได้อัดสาร
ป้องกันปลวกและเชื้อรามาในระหว่างการแปรรูป ก็ควรทาไม้ด้วยผลิตภัณฑ์รักษาเนื้อไม้ทุกครั้งที่ใช้งานไม้
ซึ่งทำได้ง่ายและเสียค่าใช้จ่ายไม่มาก ขอย้ำอีกครั้งว่าแม้จะมีการอัดน้ำยามาแล้ว
แต่การทาผลิตภัณฑ์รักษา
เนื้อไม้ซ้ำอีก ก็ไม่มีข้อเสียใดๆ นะครับ
วันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม 2545
- " ประโยชน์ของวัสดุมุงหลังคาในประเทศไทย"
วัสดุมุงหลังคาที่ผลิตในประเทศไทย จะมีความคงทนต่อสภาพแวดล้อมของประเทศไทยเราได้
ดีกว่าวัสดุที่ผลิตจากต่างประเทศ
วัสดุมุงหลังคาที่ผลิตในประเทศมีทั้งแผ่นคอนกรีต กระเบื้องดินเผา หรือแม้แต่หลังคาเหล็ก
จะ
มีความเหมาะสม และมีอายุการใช้งานได้ทนทานเพียงพอกับลักษณะอากาศแบบ "ร้อนและชื้น"
ของ
ประเทศไทย ซึ่งวัสดุต่างๆ ได้ใช้ระยะเวลานานในการปรับปรุงจนเหมาะสมกับลักษณะภูมิกาศในบ้านเรา
และราคาถูกกว่า ผิดกับวัสดุมุงหลังคาที่ผลิตในต่างประเทศ เช่น แผ่นยางบางๆ ที่นำมาปูทับกัน
ไม่มีบริษัท
ไหนสามารถรับประกันความทนทาน ความสามารถกันแดดกันฝนของประเทศไทยได้นานเท่าไหร่
ซึ่งเป็น
การเสี่ยงมากที่จะใช้ เพราะเมื่อมีปัญหา ก็จะแก้ไขได้ลำบากมาก เพราะเป็นส่วนของหลังคาที่คลุมทุกอย่าง
ในบ้านไว้
วันอาทิตย์ที่ 1