7. ความรู้เกี่ยวกับกฏหมาย และการปลูกสร้างบ้าน

- วิธีการตรวจสอบที่ดินก่อนการซื้อ
ก่อนการซื้อจะต้องตรวจสอบดังนี้
1. ตรวจหลังโฉนด ชื่อเจ้าของ ติดจำนองหรือไม่
2. ทางเข้าออกถ้าติดทางสาธารณะไม่มีปัญหา แต่ถ้า ติดที่ดินเอกชนเราได้รับภาระจำยอมหรือไม่
3. สำนักโยธาที่กทม. หรือฝ่ายโยธาที่เขต (ที่ดินของ จังหวัดนั้น) ห้ามก่อสร้างประเภทอาคารอะไรบ้าง
4. การทางพิเศษ อยู่ในแนวเวนคืนหรือไม่
5. กรมการบินพาณิชย์ อยู่ในเขตวิทยุสื่อสารการบิน หรือไม่
6. การไฟฟ้าฝ่ายผลิต หรือส่วนภูมิภาค อยู่ในแนว เดินสายไฟแรงสูงหรือไม่
7. กรมทางหลวง อยู่ในบริเวณโครงการตัดถนนหรือไม่

- วิธีการขออนุญาตปลูก "บ้าน"
ก่อนอื่นต้องมีสถาปนิกและวิศวกรทำการออกแบบ และเขียนแบบให้ จากนั้นไปขอเอกสารการยื่นขออนุญาต จากทางเทศบาล แล้วนำมากรอกให้ครบถ้วน ประกอบด้วย
1. กรอกคำขออนุญาตก่อสร้างอาคาร ดัดแปลงอา- คารหรือรื้อถอนอาคาร (ข.1)
2. แบบแปลนแผนผัง จำนวน 5 ชุด
3. หนังสือรับรองว่าเป็นผู้ออกแบบ สถาปนิก และ วิศวกร พร้อมสำเนาใบอนุญาต
4. สำเนาโฉนดที่ดินที่จะก่อสร้าง
5. สำเนาบัตรประชาชน หรือทะเบียนบ้านเจ้าของ
อาคาร ในกรณีเป็นนิติบุคคลใช้หนังสือรับรองการจดทะเบียน จากนั้นนำเอกสารทั้งหมดไปยื่นต่อเทศบาล ซึ่งที่ดิน นั้นตั้งอยู่ภายใน 45 วัน ต้องได้รับแจ้งว่าได้รับอนุญาตหรือ ไม่ ถ้าไม่อนุญาตจะต้องแก้ไขอะไรบ้าง เมื่อแก้ไขแล้วก็ควร จะได้รับอนุญาต และเสียค่าธรรมเนียมตารางเมตรละไม่เกิน 4 บาท


- ข้อมูลเกี่ยวกับการก่อสร้าง ดัดแปลง ต่อเติม รื้อถอน
การก่อสร้าง ดัดแปลง ต่อเติม ถ้าอยู่ในเขตเทศ บาล ต้องขออนุญาตกับนายช่างโยธาในแต่ละท้องถิ่น ถ้า เป็นอาคารใหญ่ก็ต้องติดต่อที่จังหวัด
ส่วนการรื้อถอน ถ้าอาคารสูงเกิน 15 เมตร และห่าง จากอาคารอื่นน้อยกว่า 2 เมตร ก็ต้องขออนุญาตรื้อถอนเช่น กัน
แต่ถ้าทั้งหมดที่ว่านี้อยู่นอกเขตเทศบาล ก็ไม่ต้องขอ อนุญาตใดๆ ทั้งสิ้น


- วิธีการเริ่มต้นที่จะสร้าง "บ้าน"
ติดต่อกับบริษัทที่รับสร้างบ้านต่างๆ
ดูผลงานของบริษัทจากสถานที่จริง เพื่อคุณภาพของ งาน
ดูแบบที่มีให้ถูกใจ และถูกต้องกับความต้องการหรือ ติดต่อกับสมาคมสถาปนิกสยาม เพื่อให้คำแนะนำสถาปนิก
หรือตระเวณดูบ้านที่คุณพอใจแล้วถามเจ้าของบ้านว่า สถาปนิกเป็นใคร แล้วก็ติดต่อเอง


- อัตราค่าออกแบบ "บ้าน"
อัตราค่าออกแบบเป็นไปตามมาตรฐาน ซึ่งกำหนด โดยสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งมีหลาย ประเภทด้วยกัน แต่จะเน้นประเภทบ้านพักอาศัย กับการตก แต่งภายในเท่านั้น
บ้านพักอาศัย ถ้างบประมาณก่อสร้างไม่เกิน 10 ล้าน จะคิดค่าออกแบบ 7.5 % ของงบประมาณ
การตกแต่งภายใน ถ้างบประมาณก่อสร้างไม่เกิน 10 ล้านจะคิดค่าออกแบบ 10 % ของงบประมาณ
ถ้างบประมาณมากกว่านี้ สัดส่วนของค่าออกแบบ ทั้ง 2 ชนิดจะลดลง


- วิธีการแบ่งงานของสถาปนิกและมัณฑนากร
งานของสถาปนิกก็คือ การออกแบบตัวบ้าน เพื่อ ครอบคลุมห้องต่างๆ ให้กลมกลืน และมีความงามต่อเนื่อง กัน พร้อมทั้งสามารถป้องกันแดด ฝน รวมถึงการรับลมตาม ธรรมชาติด้วย
งานของมัณฑนากรก็คือ การออกแบบตกแต่งภาย ใน รวมถึงรายละเอียดของผนัง พื้น ฝ้าเพดาน พร้อมทั้ง เฟอร์นิเจอร์ และส่วนประกอบต่างๆ ซึ่งจะต้องสอดคล้อง กับประโยชน์ใช้สอยที่สถาปนิกออกแบบไว้
เพราะฉะนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่สถาปนิก กับมัฑนากรจะต้องออกแบบไปด้วยกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์ ใช้สอยอย่างสูงสุด รวมถึงความงามที่ต่อเนื่องระหว่างภายใน และภายนอกบ้าน

- จรรยาบรรณของสถาปนิก
จรรยาบรรณที่สำคัญๆ ที่ควรจะทราบมี ดังนี้
1. ต้องทำงานโดยซื่อสัตย์ ไม่ทิ้งงานหากไม่มีเหตุ อันควร
2. ห้ามใช้แบบที่เคยออกแบบมาแล้วให้คนอื่น ยก เว้นเจ้าของเดิมจะอนุญาต
3. ไม่ตรวจงานสถาปนิกอื่น เว้นแต่จะแจ้งให้สถา- ปนิกนั้นทราบก่อน
4. ไม่หางานโดยลดหรือประกวดค่าแบบ
5. ไม่แย่งงานสถาปนิกอื่น
6. ห้ามกินค่าคอมมิชชั่น
ถ้าสถาปนิกไม่ทำตามก็จะมีโทษจากคณะกรรมการ ควบคุมการประกอบวิชาชีพ

- ขั้นตอนการปลูกสร้าง "บ้าน"
ขั้นตอนการปลูกสร้างบ้าน 2 ชั้น โดยทั่วไป แบ่ง ออกเป็นขั้นตอนใหญ่ๆ ดังนี้คือ
ขั้นตอนที่ 1 ตอกเข็มหล่อฐานราก คานคอดิน และ ตั้งเสาชั้นล่าง
ขั้นตอนที่ 2 หล่อคานชั้นบน และเสาสำหรับรับ หลังคาชั้น 2
ขั้นตอนที่ 3 มุงหลังคา ก่ออิฐผนัง ฉาบปูน ติดตั้ง วงกบ ใส่ฝ้าเพดาน
ขั้นตอนที่ 4 ปูวัสดุพื้น ติดตั้งประตู หน้าต่าง ติด ตั้งระบบท่อน้ำ
ขั้นตอนที่ 5 บุผนังกระเบื้อง ติดตั้งสุขภัณฑ์ ทาสี เดินสายไฟ ติดตั้งดวงโคม เก็บรายละเอียดส่วนที่เหลือให้ เรียบร้อย


- ชนิดของห้องต่างๆ ใน "บ้าน"
ห้องที่จำเป็นสำหรับบ้านขนาดกลาง
ก็ควรมีห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น 2 ห้องนี้ อาจจะรวม เป็นห้องเดียวก็ได้ ถ้าบ้านมีขนาดเล็ก
ถัดมาก็ควรเป็นห้องทานอาหาร และห้องครัว จะเป็น ครัวไทย หรือครัวฝรั่ง ก็แล้วแต่ความชอบของเจ้าของบ้าน
ที่สำคัญที่สุดคือ ห้องนอน และห้องน้ำ ต้องมีความ สบายอากาศถ่ายเทได้สะดวก
ส่วนห้องอื่นๆ เช่น ห้องคนใช้ ห้องเก็บของ ก็แล้ว แต่ความจำเป็นของแต่ละบ้าน รวมถึงงบประมาณที่มีอยู่ด้วย


- ขนาดของพื้นที่ "บ้าน"
โดยทั่วไปความต้องการพื้นฐานก็จะประกอบไปด้วย ห้องนอน ห้องพักผ่อน ห้องครัว ห้องน้ำ สำหรับห้องอื่นๆ ที่เกิดขึ้นตามมา เพื่อรองรับความสะดวกสบายเท่านั้นก็คือ ห้องรับแขก ห้องทำงาน ห้องอาหาร เป็นต้น และสิ่งที่ต้อง คำนึงก็คือ ขนาดของห้อง สำหรับบ้าน โดยทั่วไปต้องไม่ น้อยกว่า 9 ตร.ม. และพื้นที่ห้องน้ำต้องไม่น้อยกว่า 2 ตร.ม. ซึ่งเป็นไปตามกำหนดของกฏหมาย แต่ถ้าพิจารณาความต้อง การพื้นฐานสำหรับครอบครัวที่มีสมาชิก 3 ถึง 4 คนแล้ว บ้านหลังหนึ่ง ควรมีพื้นที่ตั้งแต่ 36 ตร.ม.เป็นอย่างน้อย แต่ ถ้าจะอยู่สบายก็ควรมีพื้นที่ราว 50 ตร.ม. ขึ้นไป


- ความแตกต่างของบ้านปูนกับบ้านไม้
บ้านปูนจะขึ้นอยู่กับโครงสร้าง ส่วนผสมคอนกรีต ตลอดจนการก่ออิฐฉาบปูน ซึ่งต้องการผู้ที่มีความรู้เป็นพิเศษ มิฉะนั้นจะเกิดการแตกร้าวได้ง่าย
ส่วนบ้านไม้จะขึ้นอยู่กับชนิดของไม้ที่นำมาใช้ ต้อง เป็นไม้เนื้อแข็งชั้นดี เช่น ไม้สัก จะมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ทนต่อแดดฝนได้ดีกว่าบ้านปูน แต่มีราคาแพงกว่า เพราะไม้ดีๆ ในปัจจุบันหายากมาก


- วิธีการออกแบบ "บ้าน" ให้ประหยัดพลังงาน
วิธีประหยัดพลังงานในบ้าน มีข้อควรปฏิบัติ ดังนี้
1. ใช้ฉนวนป้องกันความร้อนทั้งบริเวณหลังคา เพ ดาน ผนัง และพื้น มีการติดตั้งอุปกรณ์บังแสงแดด เพื่อลด ความร้อนที่จะผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง
2. ออกแบบและวางตำแหน่งบ้านให้อยู่ในแนวเหนือ และใต้ ควรมีช่องเปิดมากพอที่จะระบายลมได้ ห้องเก็บของ หรือห้องน้ำ ควรออกแบบให้อยู่ทางทิศตะวันออกและตะวัน ตก เพื่อกันความร้อนของแสงแดดที่จะเข้าสู่ตัวบ้าน
3. ใช้แสงธรรมชาติให้มาก เพื่อประหยัดการใช้ไฟ ฟ้าแสงสว่างภายในบ้าน โดยใช้กระจกให้เหมาะสม เพราะ กระจกเป็นทางผ่านของความร้อนได้เป็นอย่างดี และควรมี กระจกน้อยที่สุดในด้านตะวันออกและตะวันตก กระจกที่ใช้ ควรเป็นกระจกตัดแสง
4. ผนังบ้านควรเป็นสีอ่อน เพื่อช่วยสะท้อนรังสีของ ดวงอาทิตย์ ส่วนบริเวณภายนอกบ้านควรปลูกต้นไม้ เพื่อ กั้นแสงบางส่วน และเพื่อให้เกิดลมเย็นพัดเข้าสู่ตัวบ้าน